Peter Chambers ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายขาย OEM ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJ) และผู้จัดการประจำประเทศออสเตรเลีย มองว่า แม้ปัจจุบันจะมีคอมพิวเตอร์จำนวนมากทำตลาดภายใต้คำว่า AI PC แต่สิ่งที่ผู้ใช้ควรให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการมีเทคโนโลยี AI หรือสเปกบนกระดาษ แต่คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อใช้งานจริง ตั้งแต่การทำงาน เรียน เล่นเกม ตัดต่อวิดีโอ ไปจนถึงการรับชมคอนเทนต์และสลับงานหลายอย่างพร้อมกัน
ความแตกต่างของ AI PC สามารถสัมผัสได้จากการใช้งานในชีวิตประจำวัน เช่น ความรวดเร็วในการตอบสนอง การสลับหน้าต่าง การปรับแต่งคอนเทนต์ และการทำงานต่อเนื่องโดยไม่เกิดอาการสะดุด หากเครื่องมือสามารถช่วยเหลือผู้ใช้ได้โดยไม่เข้ามาขัดจังหวะ กระบวนการทำงานก็จะลื่นไหลขึ้น ตรงกันข้าม หากทุกขั้นตอนต้องรอหรือมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจทำให้ผู้ใช้เสียสมาธิและลดประสิทธิภาพในการทำงานลงได้
หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การประมวลผล AI บนอุปกรณ์โดยตรง ซึ่งช่วยให้งานต่าง ๆ ตอบสนองได้รวดเร็วและเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกัน AI ยังเปลี่ยนรูปแบบการใช้พีซีจากการเปิดแอปพลิเคชันเพื่อทำงานตามปกติ ไปสู่การใช้เครื่องมือที่สามารถเข้าใจบริบทของงานได้มากขึ้น เช่น ช่วยจัดระเบียบข้อมูล แนะนำแนวทางปรับปรุงเนื้องาน หรือเปลี่ยนงานบางอย่างที่เคยต้องทำด้วยตัวเองให้เป็นระบบอัตโนมัติ
การประมวลผลบนอุปกรณ์ยังเชื่อมโยงกับเรื่อง การควบคุม โดย Chambers มองว่า เมื่อระบบทำงานอยู่บนอุปกรณ์โดยตรง ประสบการณ์จะให้ความรู้สึกตรงไปตรงมาและเป็นส่วนตัวมากขึ้น ประเด็นนี้มีความสำคัญมากขึ้นเมื่อคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องกับทั้งการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสารในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ของ AI PC ไม่ได้จบเพียงแค่เครื่องสามารถทำงานเหล่านี้ได้ แต่ยังต้องรักษาระดับประสิทธิภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ส่งผลกระทบกับส่วนอื่นของระบบ
ดังนั้น การเลือก AI PC จึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะรายการสเปกหรือการมีฟีเจอร์ AI แต่ควรมองว่าระบบสามารถผสาน AI เข้ากับการใช้งานจริงได้ดีเพียงใด ทั้งในแง่ความลื่นไหล ความเรียบง่าย และความสามารถในการปรับเข้ากับรูปแบบการทำงานของผู้ใช้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว AI PC ที่ตอบโจทย์ควรช่วยลดขั้นตอนและทำให้การใช้คอมพิวเตอร์เป็นธรรมชาติมากขึ้น แทนที่จะทำให้ผู้ใช้ต้องเปลี่ยนวิธีทำงานเพื่อปรับตัวเข้าหาเครื่อง