ถ้ามองเผิน ๆ iPhone 18 Pro อาจไม่ได้ดูเหมือน iPhone ที่เปลี่ยนทุกอย่างจากรุ่นก่อน แต่รอบนี้ Apple เลือกอัปเกรดจุดที่มีผลกับการใช้งานจริงค่อนข้างเยอะ ทั้งกล้องหลักแบบปรับรูรับแสงได้ ชิป A20 Pro ระบบระบายความร้อน Vapor Chamber รุ่นใหม่ แบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานขึ้น และ iOS 27 ที่มาพร้อม Apple Intelligence และ Siri AI รุ่นใหม่
หลังจากลองใช้งาน สิ่งที่เห็นชัดคือ iPhone 18 Pro ยังคงรักษาคาแรกเตอร์ของรุ่น Pro เอาไว้ คือไม่ได้เน้นลูกเล่นหวือหวา แต่พยายามเพิ่มความสามารถด้านกล้อง ประสิทธิภาพ และการใช้งานระยะยาวให้ดีขึ้นกว่าเดิม
Full Review Clip Coming Soon
ดีไซน์: หน้าตาคุ้นเคย แต่รายละเอียดเปลี่ยน

iPhone 18 Pro ยังคงมาในขนาดหน้าจอ 6.3 นิ้ว ใช้จอ Super Retina XDR OLED พร้อม ProMotion และ Always-On Display โดยตัวเครื่องใช้โครงสร้างแบบ อะลูมิเนียมชิ้นเดียว พร้อม Ceramic Shield 2 ด้านหน้า และ Ceramic Shield ด้านหลัง

ตัวเครื่องมีขนาด 150 x 71.9 x 8.75 มม. และน้ำหนักประมาณ 211 กรัม ทำให้ยังเป็นรุ่นที่เหมาะกับคนที่ต้องการประสิทธิภาพระดับ Pro แต่ไม่อยากถือเครื่องใหญ่ระดับ Pro Max

ปีนี้มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ ดำ, เงิน, ธารน้ำแข็ง และเบอร์กันดี โดยสี Burgundy ถือเป็นสีใหม่ที่ช่วยให้รุ่นปีนี้ดูแตกต่างจากเดิมชัดเจนขึ้น
Dynamic Island ยังอยู่ แต่ถูกปรับให้มีขนาดเล็กลง ทำให้พื้นที่หน้าจอดูโล่งขึ้นเล็กน้อย ส่วนปุ่ม Action Button และ Camera Control ยังคงอยู่ครบ
อุปกรณ์เสริม

สิ่งที่เด่นไม่ใช่ฟีเจอร์
หัวใจของ iPhone 18 Pro คือ Apple A20 Pro ซึ่งประกอบด้วย CPU แบบ 6-core, GPU 7-core พร้อม Neural Accelerators และ Dual 16-core Neural Engine เพื่อรองรับงาน AI และการประมวลผลภายในเครื่องมากขึ้น
Apple ยังปรับระบบระบายความร้อนด้วย Vapor Chamber เจเนอเรชั่นใหม่ ซึ่งมีความสำคัญกับคนที่เล่นเกม ถ่ายวิดีโอต่อเนื่อง หรือใช้งาน AI หนัก ๆ เพราะช่วยให้ชิปสามารถรักษาประสิทธิภาพต่อเนื่องได้นานขึ้น
ตัวเครื่องมาพร้อม iOS 27 และรองรับ Apple Intelligence รวมถึง Siri AI รุ่นใหม่ ซึ่งสามารถเข้าใจบริบทส่วนบุคคล สิ่งที่แสดงอยู่บนหน้าจอ และโต้ตอบในรูปแบบภาษาธรรมชาติได้มากขึ้น
ด้านการเชื่อมต่อก็อัปเกรดครบทั้ง Wi-Fi 7, Bluetooth 6, Ultra Wideband รุ่นที่ 2 และโมเด็ม Apple C2

กล้องคือจุดเปลี่ยนสำคัญของ iPhone 18 Pro
ถ้าต้องเลือกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทำให้ iPhone 18 Pro แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจน คงต้องยกให้กล้องหลักใหม่
ระบบกล้องหลังเป็น Pro Fusion 48MP จำนวน 3 ตัว ประกอบด้วย Fusion Main, Fusion Ultra Wide และ Fusion Telephoto ความละเอียด 48MP ทั้งหมด
กล้องหลัก Fusion Main 48MP เพิ่มระบบ Variable Aperture เป็นครั้งแรกบน iPhone โดยสามารถปรับรูรับแสงได้ 4 ระดับ ได้แก่
- ƒ/1.48
- ƒ/1.8
- ƒ/2.8
- ƒ/4.0
จุดนี้ไม่ได้มีไว้แค่เพิ่มตัวเลขบนสเปก เพราะการปรับรูรับแสงช่วยให้กล้องเลือกปริมาณแสงและระยะชัดลึกได้เหมาะกับสถานการณ์มากขึ้น




เช่น เวลากลางคืนสามารถเปิดรูรับแสงกว้างขึ้นเพื่อเก็บแสงได้มากกว่าเดิม ส่วนการถ่ายภาพกลุ่มสามารถหรี่รูรับแสงลงเพื่อให้คนด้านหน้าและด้านหลังอยู่ในระยะชัดได้มากขึ้น

ผู้ใช้สายจริงจังยังสามารถเปิด Pro Controls เพื่อปรับ Aperture, Shutter Speed และ White Balance ด้วยตัวเอง พร้อมดู Histogram ได้จากแอป Camera โดยตรง ซึ่งทำให้ iPhone 18 Pro เข้าใกล้รูปแบบการควบคุมของกล้องจริงมากขึ้น
ข่าวร้าย Pro Control ใช้ได้เฉพาะ iPhone 18 Pro / Pro Max เท่านั้นรุ่นอื่นอด

นอกจากนี้ยังมี Photographic Styles รุ่นใหม่ที่ปรับ Texture และ Grain ได้ รวมถึงความสามารถวิดีโอที่สามารถใส่ Cinematic Effect หลังถ่าย และรองรับ Time-lapse ระดับ 4K Dolby Vision

กล้องหน้ามีความละเอียด 18MP Center Stage รองรับการจัดเฟรมอัตโนมัติทั้งภาพถ่ายและวิดีโอคอล
ประสิทธิภาพ: A20 Pro แรงขึ้นจาก iPhone 17 Pro แค่ไหน?
iPhone 18 Pro มาพร้อมชิป A20 Pro ซึ่งจากการทดสอบจริงของเครื่องที่เราได้รับมา ประสิทธิภาพขยับขึ้นจาก iPhone 17 Pro ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะงาน CPU, GPU และคะแนนรวมจาก AnTuTu
เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น เรานำผลทดสอบ iPhone 18 Pro รอบล่าสุดมาเปรียบเทียบกับคะแนนของ iPhone 17 Pro ที่เคยทดสอบไว้ก่อนหน้านี้ โดยใช้แอปเวอร์ชันเดียวกันในแต่ละตาราง

เปรียบเทียบ AnTuTu Benchmark
| การทดสอบ | iPhone 17 Pro | iPhone 18 Pro |
|---|---|---|
| คะแนนรวม AnTuTu v11.0.2 | 2,328,004 | 3,572,236 |
| CPU | 567,198 | 967,172 |
| GPU | 866,460 | 1,423,764 |
| Memory | 305,236 | 425,478 |
| UX | 589,110 | 755,822 |
จุดที่เห็นชัดที่สุดจาก AnTuTu คือฝั่ง CPU และ GPU โดยเฉพาะ GPU ที่ขยับจาก 866,460 คะแนนบน iPhone 17 Pro มาเป็นมากกว่า 1.42 ล้านคะแนนบน iPhone 18 Pro ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางของชิป A20 Pro ที่เน้นประสิทธิภาพกราฟิกและงานประมวลผลหนักมากขึ้น
คะแนนรวมก็ขยับจากประมาณ 2.32 ล้าน เป็น 3.57 ล้านคะแนน ถือเป็นการกระโดดขึ้นที่เห็นได้ชัดจากการทดสอบเชิงตัวเลข
เปรียบเทียบ Geekbench 6
| Geekbench 6 | iPhone 17 Pro | iPhone 18 Pro |
|---|---|---|
| Single-Core | 3,699 | 4,695 |
| Multi-Core | 9,704 | 12,425 |
Geekbench 6 สะท้อนให้เห็นว่า A20 Pro ไม่ได้แรงขึ้นเฉพาะงานหลายคอร์เท่านั้น แต่ Single-Core ก็ขยับขึ้นอย่างชัดเจนจาก 3,699 เป็น 4,695 คะแนน
ส่วน Multi-Core ขยับจาก 9,704 เป็น 12,425 คะแนน ซึ่งน่าจะเห็นผลกับงานที่ใช้พลัง CPU ต่อเนื่อง เช่น การประมวลผลวิดีโอ การ Export ไฟล์ งาน AI ภายในเครื่อง หรือแอปที่สามารถใช้งานหลายคอร์ได้เต็มที่
เปรียบเทียบ Geekbench 7
| Geekbench 7 | iPhone 17 Pro | iPhone 18 Pro |
|---|---|---|
| Single-Core | 3,120 | 3,989 |
| Multi-Core | 8,624 | 11,255 |
เมื่อขยับมาทดสอบด้วย Geekbench 7 ผลก็ไปในทิศทางเดียวกัน โดย iPhone 18 Pro ได้ Single-Core 3,989 คะแนน และ Multi-Core 11,255 คะแนน เทียบกับ iPhone 17 Pro ที่ทำได้ 3,120 และ 8,624 คะแนนตามลำดับ
จึงพูดได้ว่าการเปลี่ยนจาก A19 Pro มาเป็น A20 Pro รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเพิ่มความเร็วเล็กน้อย แต่มีการขยับประสิทธิภาพ CPU ทั้งงาน Single-Core และ Multi-Core อย่างเป็นรูปธรรม
หมายเหตุ: Geekbench 6 และ Geekbench 7 เป็นคนละเวอร์ชันของ Benchmark และมีวิธีคำนวณคะแนนต่างกัน จึงควรเปรียบเทียบเฉพาะคะแนนภายในเวอร์ชันเดียวกัน เช่น Geekbench 6 เทียบ Geekbench 6 และ Geekbench 7 เทียบ Geekbench 7 เท่านั้น

ผลทดสอบ 3DMark
สำหรับการทดสอบด้านกราฟิกด้วย 3DMark ผลที่ได้จาก iPhone 18 Pro มีดังนี้
| การทดสอบ | ผลคะแนน |
|---|---|
| Wild Life | Maxed Out |
| Wild Life Extreme | 6,804 |
| Solar Bay | 15,732 |
| Solar Bay Extreme | 2,855 |
Wild Life สามารถทำคะแนนจนขึ้นสถานะ Maxed Out แสดงให้เห็นว่าการทดสอบดังกล่าวเริ่มเบาเกินไปสำหรับ GPU ของเครื่องรุ่นนี้แล้ว จึงต้องมองไปที่ Wild Life Extreme และ Solar Bay มากกว่าเพื่อดูความแตกต่างด้านประสิทธิภาพกราฟิก
Stress Test สำคัญกว่าแค่คะแนนสูงสุด
อย่างไรก็ตาม คะแนน Benchmark รอบเดียวไม่ได้บอกทั้งหมด เพราะสมาร์ตโฟนต้องสามารถรักษาความแรงเอาไว้ได้เมื่อทำงานหนักต่อเนื่อง เราจึงทดสอบ 3DMark Stress Test เพิ่มเติม
| 3DMark Stress Test | Best Loop | Lowest Loop | Stability |
|---|---|---|---|
| Wild Life Stress Test | 10,019 | 10,003 | 99.8% |
| Wild Life Extreme Stress Test | 8,166 | 5,190 | 63.6% |
| Solar Bay Stress Test | 14,012 | 8,563 | ประมาณ 61.1% |
| Solar Bay Extreme Stress Test | 2,775 | 1,409 | 50.8% |
| Steel Nomad Light Stress Test | 3,644 | 2,070 | ประมาณ 56.8% |
ผลที่โดดเด่นคือ Wild Life Stress Test ทำ Stability ได้ถึง 99.8% โดยคะแนนสูงสุดและต่ำสุดแทบไม่ต่างกันเลย แสดงว่าในงานกราฟิกระดับนี้เครื่องสามารถรักษาความแรงได้ดีมาก
แต่เมื่อเพิ่มภาระไปถึง Wild Life Extreme, Solar Bay และโดยเฉพาะ Solar Bay Extreme จะเริ่มเห็นการลดประสิทธิภาพจากความร้อนอย่างชัดเจน โดย Solar Bay Extreme มี Stability อยู่ที่ 50.8%
ตรงนี้ไม่ควรมองว่าเครื่องช้า เพราะ Stress Test ถูกออกแบบให้ GPU ทำงานหนักต่อเนื่องหลายรอบจนถึงจุดที่ระบบต้องควบคุมความร้อน สิ่งที่น่าสนใจมากกว่าคือ iPhone 18 Pro สามารถทำคะแนนช่วงต้นได้สูง และระบบจะค่อย ๆ ลดประสิทธิภาพลงเมื่อเจอโหลดหนักเป็นเวลานาน

แบตเตอรี่ดีขึ้นจริง
Apple ระบุว่า iPhone 18 Pro สามารถใช้งานทั่วไปได้นานสูงสุดประมาณ 23 ชั่วโมง ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง เล่นวิดีโอได้นานสูงสุด 34 ชั่วโมง และสตรีมวิดีโอได้นานสูงสุดประมาณ 31 ชั่วโมง
ส่วน iPhone 18 Pro Max ขยับขึ้นไปเป็นการใช้งานทั่วไปสูงสุด 29 ชั่วโมง และเล่นวิดีโอได้สูงสุดถึง 43 ชั่วโมง
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงคือระบบชาร์จเร็ว โดยเมื่อใช้อะแดปเตอร์ USB-C ที่รองรับ 60W หรือสูงกว่า สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ประมาณ 50% ภายใน 15 นาที
ส่วน MagSafe สามารถชาร์จถึง 50% ได้ในประมาณ 30 นาทีเมื่อใช้อะแดปเตอร์ 35W หรือสูงกว่า
สำหรับการใช้งานจริง สิ่งที่น่าสนใจกว่าตัวเลขชาร์จเร็วคือการจับคู่ระหว่าง A20 Pro ที่ประหยัดพลังงานขึ้นกับระบบระบายความร้อนใหม่ เพราะช่วยให้เครื่องสามารถรักษาประสิทธิภาพได้ดีขึ้นโดยไม่ต้องแลกกับแบตเตอรี่เร็วเกินไป
ราคา iPhone 18 Pro ในประเทศไทย
iPhone 18 Pro และ iPhone 18 Pro Max เริ่มวางจำหน่ายในประเทศไทยวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยมีความจุตั้งแต่ 256GB ไปจนถึง 2TB
| ความจุ | iPhone 18 Pro | iPhone 18 Pro Max |
|---|---|---|
| 256GB | 48,900 บาท | 52,900 บาท |
| 512GB | 56,900 บาท | 60,900 บาท |
| 1TB | 72,900 บาท | 76,900 บาท |
| 2TB | 96,900 บาท | 100,900 บาท |
มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ ดำ, เงิน, ธารน้ำแข็ง และเบอร์กันดี โดย iPhone 18 Pro เริ่มต้นที่ 48,900 บาท ส่วน Pro Max เริ่มต้นที่ 52,900 บาท

สรุปหลังลอง iPhone 18 Pro
iPhone 18 Pro เป็นการอัปเกรดที่เน้น “ของที่ใช้จริง” มากกว่าการเปลี่ยนดีไซน์ครั้งใหญ่ ภายนอกยังคงเป็น iPhone Pro ที่คุ้นเคย แต่ภายในมีการปรับทั้งกล้อง ชิป ระบบระบายความร้อน และแบตเตอรี่แบบจริงจัง
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ Variable Aperture เพราะทำให้กล้องหลักมีความยืดหยุ่นมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคนที่ชอบถ่ายภาพและอยากควบคุมภาพด้วยตัวเอง ส่วน A20 Pro และ Vapor Chamber รุ่นใหม่ก็ตอบโจทย์ทั้งเกม งานวิดีโอ และงาน AI ที่ต้องใช้ประสิทธิภาพต่อเนื่อง

ในทางกลับกัน ถ้าคุณใช้ iPhone รุ่น Pro ที่ใหม่อยู่แล้ว และไม่ได้ให้ความสำคัญกับกล้องหรือการเล่นเกมหนักมาก การเปลี่ยนมา iPhone 18 Pro อาจไม่ได้ให้ความรู้สึกแตกต่างแบบพลิกโลก แต่ถ้ามาจากรุ่นที่เก่ากว่า หรืออยากได้ iPhone ที่เน้นกล้องและประสิทธิภาพแบบเต็มที่ รุ่นนี้ถือเป็นหนึ่งในรุ่น Pro ที่อัปเกรดภายในค่อนข้างครบ
และถ้าไม่ต้องการเครื่องใหญ่ระดับ Pro Max ส่วนตัว iPhone 18 Pro ขนาด 6.3 นิ้วก็เป็นจุดสมดุลที่ดี ทั้งเรื่องขนาด น้ำหนัก กล้อง และประสิทธิภาพ โดยยังได้ฮาร์ดแวร์สำคัญเกือบทั้งหมดเหมือนรุ่นใหญ่
แม้ว่าตอนนี้คลิปรีวิวยังไม่ออนแต่ผู้เขียนบอกเลย สีดำสวยนะ!!