หากยังใช้ iPhone 13 Pro หรือ iPhone 13 Pro Max อยู่ คำถามหลังการเปิดตัว iPhone 18 Pro Series ก็คงหนีไม่พ้นว่า “ถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง?” เพราะแม้ iPhone 13 Pro จะยังรองรับ iOS 27 และใช้งานทั่วไปได้ดี แต่ระยะเวลา 5 ปีทำให้เทคโนโลยีหลายด้านเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะแล้วตั้งแต่หน้าจอที่สว่างขึ้น ชิป A20 Pro ระดับ 2 นาโนเมตร, Apple Intelligence, USB-C ไปจนถึงระบบกล้อง 48 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว ลองมาดูกันว่าการขยับจาก iPhone 13 Pro ไปเป็น iPhone 18 Pro ได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
หากยังใช้ iPhone 13 Pro หรือ iPhone 13 Pro Max อยู่ คำถามหลังการเปิดตัว iPhone 18 Pro Series ก็คงหนีไม่พ้นว่า “ถึงเวลาเปลี่ยนหรือยัง?” เพราะแม้ iPhone 13 Pro จะยังรองรับ iOS 27 และใช้งานทั่วไปได้ดี แต่ระยะเวลา 5 ปีทำให้เทคโนโลยีหลายด้านเปลี่ยนไปค่อนข้างเยอะแล้ว
ตั้งแต่หน้าจอที่สว่างขึ้น ชิป A20 Pro ระดับ 2 นาโนเมตร, Apple Intelligence, USB-C ไปจนถึงระบบกล้อง 48 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว ลองมาดูกันว่าการขยับจาก iPhone 13 Pro ไปเป็น iPhone 18 Pro ได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง
หน้าจอใหญ่ขึ้น พร้อมบอกลา Notch
iPhone 13 Pro มาพร้อมหน้าจอ 6.1 นิ้ว ส่วน 13 Pro Max อยู่ที่ 6.7 นิ้ว ขณะที่ iPhone 18 Pro ขยับเป็น 6.3 นิ้ว และ Pro Max เป็น 6.9 นิ้ว
แม้ iPhone 13 Pro จะเป็นหนึ่งใน iPhone รุ่นแรกที่ได้ ProMotion 120Hz แต่ iPhone 18 Pro เพิ่มทั้ง Always-On Display, Dynamic Island ที่มีขนาดเล็กลง รวมถึงความสว่างกลางแจ้งสูงสุดถึง 3,000 nits และมีการเคลือบหน้าจอเพื่อลดแสงสะท้อน
| จุดเปรียบเทียบ | iPhone 13 Pro | iPhone 18 Pro |
|---|---|---|
| ขนาดหน้าจอ | 6.1 / 6.7 นิ้ว | 6.3 / 6.9 นิ้ว |
| หน้าจอ Always-On | ไม่มี | มี |
| ด้านบนหน้าจอ | Notch | Dynamic Island ขนาดเล็กลง |
| ความสว่างกลางแจ้ง | – | สูงสุด 3,000 nits |
จาก A15 Bionic สู่ A20 Pro ระดับ 2 นาโนเมตร
หนึ่งในความแตกต่างครั้งใหญ่คือขุมพลังภายใน จาก A15 Bionic ขนาด 5 นาโนเมตร ใน iPhone 13 Pro มาเป็น A20 Pro ขนาด 2 นาโนเมตร ใน iPhone 18 Pro
นอกจาก CPU และ GPU รุ่นใหม่แล้ว iPhone 18 Pro ยังรองรับ Hardware-accelerated Ray Tracing, Neural Accelerators และมีระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ทำให้เหมาะกับงานหนัก เช่น เล่นเกม ตัดต่อวิดีโอ หรือบันทึกวิดีโอต่อเนื่องได้ดีกว่าเดิม
ความแตกต่างอีกเรื่องที่สำคัญคือ Apple Intelligence และ Siri AI ซึ่งรองรับบน iPhone 18 Pro แต่ไม่รองรับบน iPhone 13 Pro แม้ว่าทั้งคู่จะสามารถใช้งาน iOS 27 ได้ก็ตาม
จาก Lightning สู่ USB-C ต่างกันมากกว่าหัวเสียบ
iPhone 13 Pro ยังคงใช้ Lightning และถ่ายโอนข้อมูลระดับ USB 2 สูงสุดประมาณ 480Mbps ขณะที่ iPhone 18 Pro เปลี่ยนมาใช้ USB-C พร้อม USB 3 ที่รองรับความเร็วสูงสุด 10Gbps
สำหรับคนทั่วไป ความสะดวกคือสามารถใช้สาย USB-C ร่วมกับ Mac, iPad และอุปกรณ์อื่นได้ง่ายขึ้น แต่สำหรับสายถ่ายวิดีโอ ความเร็วที่สูงขึ้นยังช่วยเรื่องการย้ายไฟล์ขนาดใหญ่ รวมถึงรองรับการบันทึกวิดีโอลง External Storage โดยตรง
กล้องคือหนึ่งในเหตุผลใหญ่ที่สุดในการเปลี่ยน
iPhone 13 Pro ใช้กล้องหลัง 12 ล้านพิกเซลทั้ง 3 ตัว แต่ iPhone 18 Pro ขยับเป็นระบบ 48 ล้านพิกเซลทั้งกล้องหลัก Ultra Wide และ Telephoto
กล้องหลักยังเพิ่มระบบ Variable Aperture ปรับรูรับแสงได้ที่ ƒ/1.48, ƒ/1.8, ƒ/2.8 และ ƒ/4.0 พร้อมควบคุมรูรับแสงแบบ Manual ได้จากแอป Camera
| กล้อง | iPhone 13 Pro | iPhone 18 Pro |
|---|---|---|
| กล้องหลัก | 12MP | 48MP Fusion Main |
| Ultra Wide | 12MP | 48MP Fusion Ultra Wide |
| Telephoto | 12MP 3x | 48MP 4x |
| ซูมคุณภาพระดับ Optical | สูงสุด 3x | เพิ่มตัวเลือก 8x Optical-quality |
| Digital Zoom | สูงสุด 15x | สูงสุด 40x |
| Macro | 12MP | 48MP |
นอกจากนี้ยังมี Camera Control สำหรับเปิดกล้อง ถ่ายภาพ ล็อก Focus/Exposure และปรับค่าต่าง ๆ ได้จากปุ่ม รวมถึงฟีเจอร์ Pro Controls สำหรับปรับ Shutter Speed, White Balance และดู Histogram
กล้องหน้า 18MP พร้อม Center Stage
กล้องหน้าเปลี่ยนจาก TrueDepth 12 ล้านพิกเซล ƒ/2.2 ใน iPhone 13 Pro มาเป็น 18 ล้านพิกเซล ƒ/1.9 พร้อม Autofocus และ Center Stage
จุดเด่นคือสามารถจัดเฟรมภาพแนวตั้งและแนวนอนได้โดยไม่จำเป็นต้องหมุนตัวเครื่อง รวมถึงช่วยจัดองค์ประกอบเมื่อมีคนเข้ามาอยู่ในภาพมากขึ้น เหมาะกับทั้งการถ่าย Selfie และ Video Call
สายวิดีโอจะเห็นความแตกต่างชัดมาก
แม้ iPhone 13 Pro จะถ่าย 4K Dolby Vision ได้สูงสุด 60fps และรองรับ ProRes อยู่แล้ว แต่ iPhone 18 Pro ขยับความสามารถไปอีกขั้น โดยรองรับ 4K Dolby Vision สูงสุด 120fps
Cinematic Mode จากเดิมสูงสุด 1080p 30fps เพิ่มเป็น 4K Dolby Vision 60fps และ ProRes สามารถบันทึกสูงสุด 4K 120fps เมื่อใช้ External Storage
นอกจากนี้ยังเพิ่ม Action Mode, Spatial Video, Dual Capture, ProRes RAW, Apple Log 2 และ Genlock ทำให้ iPhone 18 Pro เข้าใกล้เครื่องมือสำหรับงานวิดีโอระดับมืออาชีพมากกว่า iPhone 13 Pro อย่างชัดเจน
แบตเตอรี่ดีขึ้นแบบรู้สึกได้
MacRumors มองว่าแบตเตอรี่อาจเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่ผู้ใช้ iPhone 13 Pro รู้สึกได้มากที่สุด โดยเฉพาะเครื่องที่ใช้งานมาหลายปีและแบตเตอรี่เริ่มเสื่อมตามอายุ
| การเล่นวิดีโอ | iPhone 13 Pro Series | iPhone 18 Pro Series |
|---|---|---|
| รุ่น Pro | สูงสุด 22 ชั่วโมง | สูงสุด 36 ชั่วโมง |
| รุ่น Pro Max | สูงสุด 28 ชั่วโมง | สูงสุด 45 ชั่วโมง |
การชาร์จก็เร็วขึ้น จาก iPhone 13 Pro ที่ชาร์จได้ประมาณ 50% ใน 30 นาที เมื่อใช้ Adapter 20W ขึ้นไป มาเป็น iPhone 18 Pro ที่สามารถชาร์จประมาณ 50% ใน 15 นาที เมื่อใช้อะแดปเตอร์ 60W ที่รองรับ
MagSafe เพิ่มจากสูงสุด 15W เป็น 25W และยังรองรับ Qi2 สูงสุด 25W อีกด้วย
การเชื่อมต่อก้าวไปอีกหลายรุ่น
ระยะเวลา 5 ปีทำให้เทคโนโลยีไร้สายเปลี่ยนไปไม่น้อย จาก Wi-Fi 6 และ Bluetooth 5.0 ใน iPhone 13 Pro มาเป็น Wi-Fi 7 และ Bluetooth 6 ใน iPhone 18 Pro พร้อม Ultra Wideband รุ่นที่ 2 และ Thread
iPhone 18 Pro ยังมีความสามารถด้านดาวเทียมและความปลอดภัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็น Emergency SOS via Satellite, Messages via Satellite, Find My via Satellite และ Crash Detection ซึ่งไม่มีใน iPhone 13 Pro
แต่ iPhone 18 Pro ไม่ได้เบากว่าเดิม
มีเรื่องหนึ่งที่คนใช้ iPhone 13 Pro ต้องเตรียมตัวไว้ คือรุ่นใหม่ไม่ได้บางหรือเบาลง โดย iPhone 13 Pro หนา 7.65 มม. และหนัก 204 กรัม ขณะที่ iPhone 18 Pro หนา 8.75 มม. และหนัก 211 กรัม
ส่วน Pro Max ขยับจาก 240 กรัมเป็น 249 กรัม ดังนั้นถ้าคิดว่าเปลี่ยนรุ่นใหม่แล้วจะได้เครื่องที่เบากว่าเดิม รอบนี้อาจตรงกันข้ามเล็กน้อย
ความจุเริ่มต้นเพิ่ม แต่ราคาก็สูงขึ้น
iPhone 13 Pro เคยเริ่มต้นที่ 128GB และเลือกได้สูงสุด 1TB ขณะที่ iPhone 18 Pro เริ่มต้นที่ 256GB และขยายไปสูงสุดถึง 2TB
สำหรับราคาในสหรัฐฯ iPhone 18 Pro เริ่มต้น 1,199 ดอลลาร์ และ iPhone 18 Pro Max เริ่มต้น 1,299 ดอลลาร์ ขณะที่ iPhone 13 Pro และ 13 Pro Max ตอนเปิดตัวในปี 2021 เริ่มที่ 999 และ 1,099 ดอลลาร์ตามลำดับ แต่เป็นความจุเริ่มต้น 128GB
สรุป ใช้ iPhone 13 Pro อยู่ ควรเปลี่ยนเป็น iPhone 18 Pro ไหม?
ถ้า iPhone 13 Pro ของคุณยังใช้งานได้ดี และสิ่งที่ทำทุกวันไม่ได้ต้องการกล้องหรือประสิทธิภาพเพิ่มมากนัก ก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยน เพราะเครื่องรุ่นนี้ยังรองรับ iOS 27 และพื้นฐานอย่างจอ ProMotion กับกล้อง 3 ตัวก็ยังใช้งานได้ดี
แต่ถ้าใช้งานมาครบ 4–5 ปีแล้ว แบตเตอรี่เริ่มเสื่อม ต้องการ USB-C, Apple Intelligence, กล้องที่ดีขึ้นอย่างจริงจัง หรือต้องถ่ายวิดีโอและทำคอนเทนต์มากขึ้น การกระโดดจาก iPhone 13 Pro มาเป็น iPhone 18 Pro ถือว่าเป็นการอัปเกรดที่เห็นความแตกต่างได้แทบทุกด้าน
โดยเฉพาะแบตเตอรี่ กล้อง และการเชื่อมต่อที่สะสมการเปลี่ยนแปลงมาตลอด 5 รุ่น ทำให้การเปลี่ยนครั้งนี้มีเหตุผลมากกว่าการอัปเกรดแบบปีต่อปีอย่างชัดเจน
แต่หากเหตุผลเดียวที่อยากเปลี่ยนคือแบตเตอรี่เสื่อม และฟีเจอร์อื่นของ iPhone 13 Pro ยังตอบโจทย์อยู่ การเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ก็ยังเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยยืดอายุการใช้งานของเครื่องออกไปได้อีกระยะหนึ่ง
ที่มา: MacRumors