Posted in

รถติดกรุงเทพฯ แก้ด้วยถนนอย่างเดียวไม่พอ ต้องใช้ข้อมูลให้ฉลาดขึ้น

บทความโดย เฟลิกซ์ ตัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Nuvola Media

ปัญหารถติดในกรุงเทพฯ ไม่ได้กระทบแค่เวลาเดินทางของคนเมือง แต่ยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน การขนส่ง ต้นทุนธุรกิจ และการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น จากข้อมูล TomTom Traffic Index ประจำปี 2568 ผู้สัญจรในกรุงเทพฯ ต้องเสียเวลาไปกับรถติดราว 115 ชั่วโมงต่อปี แม้จะมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานต่อเนื่อง แต่ปัญหานี้ยังไม่หายไปง่าย ๆคำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่แค่ว่า “ต้องสร้างอะไรเพิ่มอีก” แต่คือกรุงเทพฯ ใช้ข้อมูลที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์มากพอหรือยัง

Smart City ไม่ใช่แค่มีเทคโนโลยีเยอะ

หลายครั้งเมื่อพูดถึง Smart City เรามักนึกถึง AI, เซ็นเซอร์, กล้อง, ระบบอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มวิเคราะห์ข้อมูล แต่เทคโนโลยีเหล่านี้จะมีประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อข้อมูลจากแต่ละระบบถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันกรุงเทพฯ มีข้อมูลด้านการเดินทางจำนวนมากจากสัญญาณไฟจราจร ระบบราง รถโดยสาร กล้อง เซ็นเซอร์ และแอปพลิเคชันต่าง ๆ แต่ปัญหาคือข้อมูลจำนวนมากยังอยู่แยกกันตามแต่ละหน่วยงาน ทำให้การมองภาพรวมของเมืองทำได้ยาก

รถติดลามได้ ถ้าระบบไม่เห็นภาพเดียวกัน

เมื่อระบบหนึ่งมีปัญหา ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่จุดนั้น เช่น หากรถไฟฟ้าขัดข้องในช่วงเวลาเร่งด่วน ผู้โดยสารจำนวนมากอาจเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ รถเมล์ หรือแท็กซี่ ส่งผลให้ถนนรอบ ๆ หนาแน่นขึ้นทันทีถ้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เห็นข้อมูลชุดเดียวกัน

การแก้ปัญหาจะกลายเป็นการตั้งรับมากกว่าการป้องกัน นี่คือเหตุผลที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากระบบเดิมยังไม่สามารถทำงานร่วมกันได้

Digital Twin อาจช่วยให้เมืองวางแผนล่วงหน้า

Digital Twin คือเทคโนโลยีที่สร้างแบบจำลองเสมือนจริงของเมือง โดยดึงข้อมูลจากหลายระบบมารวมกันแบบเรียลไทม์ ทำให้หน่วยงานเห็นภาพรวมของถนน ระบบราง รถโดยสาร และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ ว่ามีผลต่อกันอย่างไรข้อดีคือสามารถจำลองสถานการณ์ ทดสอบแนวทางรับมือ

และคาดการณ์ผลกระทบก่อนที่ปัญหาจะบานปลาย เช่น อุบัติเหตุบนถนนหลัก ฝนตกหนัก หรือระบบขนส่งบางส่วนหยุดให้บริการจากเดิมที่เมืองต้องรอให้รถติดแล้วค่อยแก้ Digital Twin จะช่วยให้การบริหารจราจรขยับไปสู่การทำงานเชิงรุกมากขึ้น เช่น แนะนำเส้นทางทางเลือก ปรับสมดุลเครือข่ายการเดินทาง หรือประสานหน่วยงานต่าง ๆ ก่อนเกิดคอขวดขนาดใหญ่

เมืองอัจฉริยะต้องเริ่มจากข้อมูลที่เชื่อมกัน

บทเรียนนี้ไม่ต่างจากการทำ Digital Transformation ในองค์กรธุรกิจ เพราะแม้จะมีข้อมูลมากแค่ไหน แต่ถ้าข้อมูลกระจัดกระจายและไม่เชื่อมกัน การตัดสินใจก็ยังติดขัดเหมือนเดิม

สำหรับกรุงเทพฯ โครงการ Smart City ที่มีประสิทธิภาพจึงไม่ควรวัดจากจำนวนเทคโนโลยีที่ติดตั้งเท่านั้น แต่ต้องดูว่าหน่วยงานต่าง ๆ สามารถใช้ข้อมูลร่วมกัน มองสถานการณ์จากภาพเดียวกัน และตอบสนองต่อปัญหาได้เร็วแค่ไหน

อนาคตของรถติดกรุงเทพฯ ไม่ได้อยู่ที่สร้างเพิ่มอย่างเดียว

แต่คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานยังจำเป็น แต่การแก้ปัญหารถติดในเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ต้องการมากกว่าถนนใหม่หรือเส้นทางรถไฟที่เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญคือการเชื่อมโยงข้อมูลและบริหารระบบที่มีอยู่ให้ฉลาดกว่าเดิม

ถ้ากรุงเทพฯ สามารถลดการทำงานแบบแยกส่วน ใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ และนำเทคโนโลยีอย่าง Digital Twin มาช่วยวางแผน เมืองก็มีโอกาสเปลี่ยนจากการแก้รถติดแบบไล่ตามปัญหา ไปสู่ระบบคมนาคมที่ประสานงานกันมากขึ้น และตอบโจทย์ประชาชนได้ดีกว่าเดิม