Nissan ประเทศไทย เปิดตัวแคมเปญใหม่ “Every Minute Matters – ทุกนาทีมีค่า” ภายใต้แนวคิด “ชีวิตไปต่อ ไม่ต้องรอชาร์จ” โดยหยิบเรื่องของ “เวลา” มาเป็นประเด็นหลักในการสื่อสารจุดเด่นของเทคโนโลยี Nissan e-POWER ที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อน แต่ผู้ใช้งานไม่จำเป็นต้องนำรถไปเสียบปลั๊กเพื่อชาร์จแบตเตอรี่
แนวคิดของแคมเปญมาจากพฤติกรรมของผู้ใช้รถในปัจจุบันที่นอกจากจะมองเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะแล้ว ความสะดวกและเวลาที่ใช้ในการเดินทางก็มีส่วนต่อการตัดสินใจเลือกซื้อรถเช่นเดียวกัน โดยข้อมูลจาก Deloitte’s 2025 Global Automotive Consumer Study: Southeast Asia Perspectives ระบุว่า ความพร้อมของสถานีชาร์จและระยะเวลาในการชาร์จยังเป็นหนึ่งในประเด็นที่ผู้บริโภคนำมาพิจารณาเมื่อตัดสินใจเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้า

e-POWER ขับด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องเสียบปลั๊ก
จุดที่ทำให้ Nissan e-POWER แตกต่างจากรถยนต์ไฟฟ้าแบบ Battery Electric Vehicle หรือ BEV อยู่ที่รูปแบบการทำงานของระบบ โดย e-POWER ใช้ เครื่องยนต์เบนซินสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้า ขณะที่หน้าที่ในการขับเคลื่อนล้อเป็นของมอเตอร์ไฟฟ้า
ผู้ขับจึงได้ลักษณะการตอบสนองและความนุ่มนวลจากการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ไม่ต้องนำรถไปเสียบปลั๊กชาร์จเหมือน BEV ซึ่ง Nissan นำจุดนี้มาเชื่อมโยงกับแนวคิดของแคมเปญว่า เวลาที่ไม่ต้องใช้ไปกับการรอชาร์จสามารถนำไปใช้กับครอบครัว งานอดิเรก หรือกิจกรรมอื่นที่สำคัญในแต่ละวันได้
Every Minute Matters เล่าเรื่องเทคโนโลยีผ่าน “เวลา”
แทนที่จะสื่อสาร e-POWER ด้วยรายละเอียดทางเทคนิคเพียงอย่างเดียว แคมเปญ Every Minute Matters เลือกนำเรื่องเวลาในชีวิตประจำวันมาเป็นตัวเชื่อม โดยตั้งคำถามว่า หากเราได้เวลาที่เคยใช้ไปกับการรอกลับคืนมา จะเลือกนำเวลานั้นไปทำอะไร
มาซาโอะ สึสึมิ ประธาน Nissan ประเทศไทย และอาเซียน ระบุว่า แนวคิดของ Nissan คือเทคโนโลยีควรช่วยให้ผู้คนใช้เวลาในแต่ละวันได้คุ้มค่ามากขึ้น และ e-POWER เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ขับสัมผัสการขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าได้โดยไม่ต้องหยุดเพื่อชาร์จ
แคมเปญนี้เริ่มสร้างการรับรู้ผ่านสื่อ Digital Out-of-Home หรือ DOOH ในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพฯ ก่อนจะขยายไปยังช่องทางและกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเชื่อมแนวคิด “ทุกนาทีมีค่า” เข้ากับสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของผู้ใช้รถมากขึ้น
ถือเป็นอีกวิธีที่ Nissan เลือกนำเสนอ e-POWER ในช่วงที่ตลาดรถพลังงานทางเลือกมีตัวเลือกมากขึ้น เพราะแทนที่จะวางเทคโนโลยีนี้เป็นคู่แข่งโดยตรงกับ BEV ทาง Nissan เลือกชูจุดกึ่งกลางระหว่างประสบการณ์ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า กับความสะดวกของการเติมเชื้อเพลิงโดยไม่ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมไปพึ่งพาสถานีชาร์จ