Lenovo ประกาศขยายโซลูชันและบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานสำหรับองค์กร เพื่อช่วยปรับปรุงระบบ Virtualization ที่ใช้งานอยู่ให้ทันสมัยขึ้น พร้อมวางพื้นฐานสำหรับเวิร์กโหลด AI ที่กำลังเพิ่มบทบาทในองค์กร โดยรอบนี้ครอบคลุมตั้งแต่เซิร์ฟเวอร์ Lenovo ThinkAgile VX850 V4 สำหรับงาน Virtualization และ In-Memory ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง บริการติดตั้ง Lenovo Infrastructure Deployment Services ไปจนถึง Lenovo Express Solutions ที่เตรียมระบบและทดสอบการทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ไว้ล่วงหน้า แนวคิดสำคัญคือองค์กรไม่จำเป็นต้องรื้อระบบเดิมแล้วเริ่มใหม่ทั้งหมด แต่สามารถเลือกปรับโครงสร้างพื้นฐานทีละส่วนให้เหมาะกับเวิร์กโหลด งบประมาณ ทรัพยากรของทีมไอที และแนวทางนำ AI มาใช้งานในอนาคตได้
ฮาร์ดแวร์ใหม่ที่เข้ามาเสริมพอร์ตครั้งนี้คือ Lenovo ThinkAgile VX850 V4 ซึ่งออกแบบสำหรับสภาพแวดล้อมองค์กรที่มี Virtualization ในระดับสูง รวมถึงเวิร์กโหลด In-Memory และงานประมวลผลที่ต้องการประสิทธิภาพสูง ตัวระบบรองรับการทำงานกับทั้ง Structured Data เช่น ตารางข้อมูลในฐานข้อมูล และ Unstructured Data อย่างอีเมล ภาพ หรือเอกสาร ทำให้องค์กรสามารถนำระบบสำคัญหลายส่วนมารวมและปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้นได้ จุดที่ Lenovo เชื่อมโยงกับ AI คือเมื่อองค์กรเริ่มนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของแอปพลิเคชันและกระบวนการทำงาน โครงสร้างพื้นฐานเดิมก็ต้องรองรับภาระการประมวลผลที่เพิ่มขึ้น ThinkAgile VX850 V4 จึงถูกวางให้รองรับทั้งแอปพลิเคชันสำคัญที่องค์กรใช้อยู่ในปัจจุบัน พร้อมเผื่อขีดความสามารถสำหรับความต้องการใหม่ในอนาคต
Lenovo ยังปรับบริการติดตั้งผ่าน Lenovo Infrastructure Deployment Services ให้เลือกได้ 3 ระดับ ได้แก่ Standard Deploy, Premier Deploy และ Premier Deploy Plus เพื่อให้องค์กรเลือกระดับบริการตามความซับซ้อนและความสำคัญของโครงการ รวมถึงความพร้อมของทีมไอทีภายใน โดยทั้งสามระดับมีการเตรียมระบบเป็นขั้นตอนและติดตั้งฮาร์ดแวร์โดยผู้เชี่ยวชาญ ส่วน Premier Deploy และ Premier Deploy Plus จะเพิ่มการช่วยติดตั้งและนำระบบเข้าสู่การใช้งานจริง รวมถึงการส่งมอบให้ทีม Operations ดูแลต่อ ขณะที่ Premier Deploy Plus เพิ่มการสนับสนุนหลังติดตั้งในระยะเวลาที่ยาวขึ้น พร้อมตรวจประเมินสถานะของโครงสร้างพื้นฐานเป็นเวลา 1 ปี เพื่อช่วยตรวจพบปัญหาและนำข้อมูลไปวางแผนการทำงานต่อไป อย่างไรก็ตาม บริการส่วนนี้ไม่รวมอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลรุ่น DE Storage Array

อีกส่วนสำคัญคือการขยาย Lenovo Express Solutions ภายใต้ Lenovo Top Choice Express ซึ่งเตรียมโครงสร้างพื้นฐานที่ผ่านการทดสอบความเข้ากันได้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ ไว้ล่วงหน้า เพื่อลดภาระของทีมไอทีในการประกอบและเชื่อมต่อระบบด้วยตัวเอง โดยมีตัวเลือกสำหรับ Microsoft Hyper-V และ Windows Server รวมถึง Red Hat OpenShift Virtualization ที่สามารถจัดการ Virtual Machine และ Container บนแพลตฟอร์มเดียวกัน ขณะที่ Microsoft Azure Local บน Lenovo ThinkAgile MX V4 รองรับทั้ง Virtualized Workload, AI และ Cloud-native Application ในสภาพแวดล้อมแบบ Hybrid นอกจากนี้ยังมี Lenovo ThinkSystem ร่วมกับ Nutanix Compute Cluster สำหรับขยายกำลังประมวลผล และ SUSE Virtualization บน Lenovo ThinkSystem V4 ที่รองรับทั้ง Virtual Machine และ Container บนโครงสร้างพื้นฐานเดียวกัน ทำให้องค์กรมีทางเลือกในการปรับระบบโดยไม่ถูกจำกัดอยู่กับแพลตฟอร์มเดียว
นอกเหนือจากการประมวลผล Lenovo ยังนำ ThinkSystem Storage และ ThinkAgile HCI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางปรับโครงสร้างพื้นฐาน โดยรองรับการจัดสรรทรัพยากร การปกป้องข้อมูล และการขยายงานด้าน AI พร้อมความสามารถด้าน Cyber Resilience สำหรับการรับมือและกู้คืนระบบจากภัยคุกคามอย่างแรนซัมแวร์ ส่วนการบริหารระบบที่กระจายอยู่หลายสถานที่มี Lenovo XClarity Controller 3 และ Lenovo XClarity One เข้ามาช่วยให้ทีมไอทีมองเห็นและควบคุมโครงสร้างพื้นฐานผ่านมาตรฐานการบริหารจัดการร่วมกัน ภาพรวมของการอัปเดตครั้งนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มประสิทธิภาพ Virtualization แต่เป็นการเปิดทางให้องค์กรค่อย ๆ ปรับจากระบบงานเดิมไปสู่ Hybrid Cloud, Cloud-native และ AI โดยยังสามารถเลือกรูปแบบและจังหวะการปรับระบบให้เหมาะกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ได้