Posted in

AMD ชี้ Physical AI คืออนาคตของ AI จากระบบที่แค่รู้ สู่เทคโนโลยีที่ลงมือทำได้จริง

AMD อธิบายอนาคต Physical AI จาก AI ที่ประมวลผลข้อมูลสู่ระบบที่ลงมือทำจริง พร้อมบทบาท CPU, GPU, NPU และ FPGA ต่ออุตสาหกรรมไทย
AMD อธิบายอนาคต Physical AI จาก AI ที่ประมวลผลข้อมูลสู่ระบบที่ลงมือทำจริง พร้อมบทบาท CPU, GPU, NPU และ FPGA ต่ออุตสาหกรรมไทย

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากเทคโนโลยีที่เคยเน้นการประมวลผลข้อมูล สร้างเนื้อหา และช่วยมนุษย์ตัดสินใจ ไปสู่ระบบที่สามารถรับรู้สภาพแวดล้อมและลงมือปฏิบัติงานในโลกจริงได้ โดย Steven Fong, Corporate Vice President, APJ Embedded Business ของ AMD ได้อธิบายแนวโน้มดังกล่าวผ่านบทความเรื่องการเปลี่ยนผ่านของ AI จากการ “รู้” สู่การ “ลงมือทำ”

พร้อมมองว่าเทคโนโลยี Physical AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมในช่วงทศวรรษหน้า แตกต่างจาก AI ที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง Chatbot, AI Assistant หรือ Copilot ซึ่งทำหน้าที่ช่วยค้นหาข้อมูล สรุปเนื้อหา และสร้างผลงานบนโลกดิจิทัล

เพราะ Physical AI จะขยายความสามารถเหล่านั้นไปสู่การควบคุมเครื่องจักร หุ่นยนต์ ยานยนต์อัตโนมัติ และระบบอัจฉริยะที่ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์จริงได้อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่ทำให้ Physical AI แตกต่างจาก AI บนคลาวด์ทั่วไปคือข้อกำหนดด้านความเร็ว ความแม่นยำ และความปลอดภัยในการทำงาน เพราะระบบเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสร้างคำตอบ แต่ต้องนำผลการประมวลผลไปใช้ควบคุมอุปกรณ์ทางกายภาพโดยตรง ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ในโรงงานที่ต้องทำงานร่วมกับมนุษย์ ยานยนต์อัตโนมัติที่ต้องตรวจจับและตอบสนองต่อสิ่งกีดขวาง หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจของแพทย์แบบเรียลไทม์ ระบบเหล่านี้ไม่สามารถยอมรับความล่าช้าหรือความผิดพลาดได้ในระดับเดียวกับการใช้งานแชตบอตทั่วไป AMD จึงมองว่า Physical AI จำเป็นต้องได้รับการออกแบบให้มีการตอบสนองที่รวดเร็วและคาดการณ์ได้ มีความปลอดภัยในการทำงานหรือ Functional Safety รองรับข้อจำกัดด้านพลังงานและความร้อน รวมถึงสามารถทำงานต่อเนื่องได้แม้การเชื่อมต่อเครือข่ายมีปัญหา

ดังนั้น ความสำเร็จของ Physical AI จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถของโมเดล AI เพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาการทำงานร่วมกันของระบบทั้งหมด ตั้งแต่เซ็นเซอร์ การประมวลผล การวางแผน ไปจนถึงการควบคุมและสั่งงานอุปกรณ์จริง

ในมุมมองของ AMD การพัฒนา Physical AI จำเป็นต้องใช้สถาปัตยกรรมการประมวลผลแบบผสมผสาน หรือ Heterogeneous Computing เพราะไม่มีหน่วยประมวลผลประเภทใดประเภทหนึ่งที่เหมาะสมกับทุกขั้นตอนของการทำงาน

บริษัทเปรียบเทียบระบบดังกล่าวกับร่างกายมนุษย์ที่ต้องอาศัยสมอง ระบบประสาท และกล้ามเนื้อทำงานร่วมกัน โดย CPU และ GPU ประสิทธิภาพสูงจะรับผิดชอบการคิดวิเคราะห์ข้อมูลที่ซับซ้อน การรับรู้ และการประมวลผล AI ขณะที่ NPU และ Adaptive SoC ช่วยรองรับการประมวลผลที่ต้องการความหน่วงต่ำและประหยัดพลังงาน ส่วน FPGA มีบทบาทในการควบคุมเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ขับเคลื่อนหรือ Actuator ที่ต้องการความแม่นยำและการตอบสนองที่คาดการณ์ได้

การแบ่งหน้าที่ให้หน่วยประมวลผลแต่ละประเภทจึงช่วยให้ระบบสามารถจัดการงานที่แตกต่างกันได้อย่างเหมาะสม ตั้งแต่การรับข้อมูลจากโลกภายนอกจนถึงการสั่งให้เครื่องจักรเคลื่อนไหวหรือปฏิบัติงานจริง ซึ่ง AMD มองว่าเป็นโจทย์ด้านวิศวกรรมระบบมากกว่าการพัฒนาโมเดล AI ให้มีความสามารถสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว

AMD ระบุว่าบริษัทมีพื้นฐานด้านเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความต้องการของ Physical AI จากกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุม CPU, GPU, NPU, Adaptive SoC และ FPGA รวมถึงประสบการณ์ด้าน Embedded Computing ที่นำไปใช้งานในอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบอัตโนมัติ โทรคมนาคม การแพทย์ การบิน และอวกาศ ซึ่งเป็นกลุ่มงานที่ต้องให้ความสำคัญกับเสถียรภาพ ความปลอดภัย และอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าการมีชิปประมวลผลที่เหมาะสมยังไม่เพียงพอต่อการนำ Physical AI ไปใช้งานจริง เพราะยังต้องอาศัยซอฟต์แวร์หุ่นยนต์ โมเดล AI ระบบ Middleware เซ็นเซอร์ เครื่องมือจำลองสถานการณ์ และกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องก่อนนำไปใช้งาน AMD จึงเดินหน้าสนับสนุนระบบนิเวศแบบเปิด หรือ Open Ecosystem ผ่านโครงการอย่าง AMD Robotics Partner Network และโซลูชัน AMD Kria AI เพื่อช่วยให้นักพัฒนาและผู้ผลิตสามารถต่อยอดระบบจากเครื่องต้นแบบไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่พร้อมใช้งานในระดับอุตสาหกรรมได้สะดวกขึ้น

AMD อธิบายอนาคต Physical AI จาก AI ที่ประมวลผลข้อมูลสู่ระบบที่ลงมือทำจริง พร้อมบทบาท CPU, GPU, NPU และ FPGA ต่ออุตสาหกรรมไทย

สำหรับประเทศไทย Steven Fong มองว่า Physical AI อาจมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงด้านโครงสร้างประชากร การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ภาวะตลาดแรงงานตึงตัว และความจำเป็นในการเพิ่มผลิตภาพของภาคการผลิต เทคโนโลยีหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติ และโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะจึงอาจกลายเป็นเครื่องมือช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถรักษาประสิทธิภาพการดำเนินงานและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ แม้ Physical AI จะไม่สามารถแก้ไขทุกปัญหาได้ด้วยตัวเอง แต่ AMD เชื่อว่าความสามารถในการเชื่อมต่อการรับรู้

การตัดสินใจ และการลงมือทำเข้าด้วยกันอย่างปลอดภัย จะเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของหลายอุตสาหกรรมในอนาคต

และเป็นเหตุผลที่บริษัทมองว่าทศวรรษถัดไปของ AI จะไม่ได้แข่งขันกันเพียงว่าโมเดลใดมีความฉลาดมากกว่า แต่จะให้ความสำคัญกับการนำความสามารถของ AI ไปสร้างผลลัพธ์ในโลกจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากเพียงใด