Google ประกาศเปิดตัว Gemini 4 Argon โมเดล AI รุ่นใหม่ที่พัฒนาขึ้นสำหรับการใช้งานระดับองค์กร โดยเน้นความสามารถในการจัดการงานที่ซับซ้อนและต้องดำเนินการหลายขั้นตอน พร้อมเปิดให้ลูกค้า Google Cloud ใช้งานอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป สำหรับประเทศไทย ผู้ใช้สามารถเข้าถึง Gemini 4 Argon ผ่าน Gemini Enterprise บนแพลตฟอร์ม AiPASS ได้เช่นกัน โดย Google วางตำแหน่งโมเดลรุ่นนี้ให้เป็นเครื่องมือสำหรับภาคธุรกิจที่ต้องการนำ AI มาช่วยทำงานมากกว่าการค้นหาข้อมูลหรือตอบคำถามทั่วไป โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน และต้องการผลลัพธ์ที่สามารถนำไปใช้งานต่อได้จริง
จุดเด่นของ Gemini 4 Argon คือความสามารถในการทำงานแบบ AI Agent ที่รับมอบหมายภารกิจซับซ้อนและดำเนินการหลายขั้นตอนได้อย่างต่อเนื่อง ต่างจากการใช้งาน AI เพื่อช่วยร่างข้อความหรือค้นหาคำตอบเพียงอย่างเดียว โดย Google ระบุว่า Argon สามารถทำงานต่อเนื่องจนเสร็จสิ้นภายใต้ข้อจำกัดของระบบ พร้อมรายงานอย่างตรงไปตรงมาเมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย และขอการยืนยันจากผู้ใช้ก่อนดำเนินการในขั้นตอนที่ไม่สามารถย้อนกลับได้ แนวทางดังกล่าวออกแบบมาเพื่อให้ธุรกิจสามารถมอบหมายงานที่มีความซับซ้อนมากขึ้นให้ AI ช่วยรับผิดชอบ โดยยังคงมีการกำกับดูแลจากมนุษย์ในขั้นตอนสำคัญ

ด้านความแม่นยำ Google ระบุว่า Gemini 4 Argon ทำผลงานได้โดดเด่นในการประเมิน Vals Index ซึ่งใช้วัดความสามารถของ AI ในงานที่มีผลกระทบทางเศรษฐกิจ เช่น การเงิน การเขียนโค้ด กฎหมาย และภาษี ขณะที่ ServiceNow ซึ่งเข้าร่วมทดลองใช้งานในระยะแรก พบว่า Argon ช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จของงานได้ประมาณ 20% เมื่อเปรียบเทียบกับ Gemini 3.8 Flash โดยเฉพาะงานด้านทรัพยากรบุคคลและการบริการลูกค้า อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นผลจากการทดลองใช้งานที่ Google เปิดเผย และประสิทธิภาพในการนำไปใช้จริงอาจแตกต่างกันตามลักษณะงานและระบบของแต่ละองค์กร
สำหรับงานพัฒนาซอฟต์แวร์ Gemini 4 Argon ถูกนำมาใช้งานร่วมกับ Google Antigravity โดยทีมวิศวกรของ Google พบว่าสามารถเพิ่มจำนวนการส่งโค้ดที่พัฒนาโดย AI Agent ได้มากกว่า 35% พร้อมลดการย้อนกลับไปใช้โค้ดเวอร์ชันก่อนหน้าลงเกือบหนึ่งในสาม นอกจากนี้ ทีมพัฒนา Chrome ยังใช้ Argon ช่วยปรับโครงสร้างสถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ที่เกี่ยวข้องกับไฟล์หลายร้อยไฟล์ภายในฐานโค้ด Chromium ซึ่งมีโค้ดรวมกว่า 40 ล้านบรรทัด โดย Google ระบุว่างานที่เดิมอาจต้องใช้เวลาหลายเดือนสามารถดำเนินการเสร็จได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ ตัวอย่างดังกล่าวสะท้อนแนวทางการนำ AI Agent มาใช้กับงานวิศวกรรมซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการช่วยเขียนโค้ดบางส่วน แต่ครอบคลุมถึงการจัดการงานที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างระบบหลายส่วนพร้อมกัน
อีกหนึ่งประเด็นที่ Google ให้ความสำคัญคือความปลอดภัย โดยระบุว่า Gemini 4 Argon มีความสามารถในการรับมือกับการโจมตีแบบ Indirect Prompt Injection ซึ่งเป็นการแฝงคำสั่งที่เป็นอันตรายผ่านข้อมูลหรือบริบทภายนอกเพื่อชักนำให้ AI ทำงานผิดจากที่กำหนด ในการทดสอบ CWE-Bench v1 สำหรับประเมินความสามารถในการแก้ไขช่องโหว่ด้านความปลอดภัย Argon ทำคะแนนได้ 68% และอยู่ในอันดับหนึ่งร่วมกับโมเดลอื่น ขณะที่การทดสอบ Gray Swan Indirect Prompt Injection พบว่าอัตราความสำเร็จของการโจมตีลดลงเหลือ 0.7% จากการทดสอบโจมตีแบบปรับเปลี่ยนวิธีการ 15 รูปแบบ นอกจากนี้ Wiz ยังนำ Argon ไปใช้ในโครงการ Scan for Good เพื่อช่วยตรวจสอบและปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ การเปิดตัว Gemini 4 Argon แสดงให้เห็นทิศทางของ Google Cloud ที่มุ่งพัฒนา AI สำหรับการทำงานจริงในองค์กร โดยเน้นทั้งความสามารถในการดำเนินงานหลายขั้นตอน ประสิทธิภาพการพัฒนาซอฟต์แวร์ และการรักษาความปลอดภัยของระบบ