OutSystems ประกาศเปิดให้ใช้งาน Agent Experience อย่างเป็นทางการภายในงาน OutSystems World Tour Las Vegas โดยเป็นความสามารถใหม่ที่ช่วยให้องค์กรสามารถนำ AI Coding Agent มาใช้พัฒนาแอปพลิเคชันและระบบซอฟต์แวร์ได้อย่างยืดหยุ่นมากขึ้น รองรับเครื่องมืออย่าง Claude Code, Cursor, Codex และ Kiro โดยไม่จำเป็นต้องผูกการพัฒนาไว้กับเครื่องมือ AI เพียงรายเดียว จุดสำคัญของ Agent Experience คือการนำความรวดเร็วของ AI ในการเขียนโค้ดมาทำงานร่วมกับระบบควบคุมและกำกับดูแลขององค์กร เพื่อให้ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นยังคงมีมาตรฐานด้านความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้งานจริงได้ โดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบซับซ้อนหรืออยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวด ซึ่งไม่สามารถพึ่งพาเพียงความสามารถในการสร้างโค้ดของ AI ได้ทั้งหมด

แนวคิดของ OutSystems Agent Experience คือการทำให้ AI Coding Agent เข้าใจโครงสร้างของระบบที่กำลังพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ของข้อมูล การเชื่อมโยงระหว่างแอปพลิเคชัน หรือ Business Logic ที่องค์กรใช้งานอยู่ แทนที่จะให้ AI สร้างโค้ดใหม่โดยแยกออกจากระบบเดิม นักพัฒนาสามารถเลือกใช้ Coding Agent ที่ต้องการเพื่อช่วยออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ ขณะที่ OutSystems ทำหน้าที่สร้างโค้ดตามโครงสร้างและเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ช่วยลดปัญหาโค้ดที่ไม่สอดคล้องกัน ลดภาระ Technical Debt และสนับสนุนการนำโค้ดกลับมาใช้ซ้ำ นอกจากนี้ยังมีระบบทดสอบอัตโนมัติ มาตรการรักษาความปลอดภัย และกรอบการกำกับดูแลที่พร้อมใช้งาน โดยรองรับการติดตั้งทั้ง Public Cloud, Private Cloud, On-premise และ Hybrid ทำให้องค์กรสามารถเลือกสภาพแวดล้อมให้เหมาะกับนโยบายด้านข้อมูลและความปลอดภัยของตนเองได้
เหตุผลที่ OutSystems ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นเพราะการใช้ AI เขียนโค้ดยังมีข้อจำกัดเมื่อต้องนำไปใช้งานจริง โดยข้อมูลจากผลสำรวจนักพัฒนาที่บริษัทอ้างถึงระบุว่า 74% ของโค้ดที่สร้างด้วย AI จำเป็นต้องได้รับการปรับแก้เพิ่มเติมอย่างมาก หรือไม่ได้ถูกนำไปใช้งานในระบบ Production ซึ่งสะท้อนว่าความเร็วในการสร้างโค้ดอาจไม่ได้หมายถึงความพร้อมใช้งานในระดับองค์กรเสมอไป Agent Experience จึงถูกออกแบบมาเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ผ่านการเชื่อมต่อ AI Coding Agent เข้ากับบริบทของระบบและมาตรฐานการพัฒนาที่มีอยู่ Woodson Martin ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ OutSystems อธิบายว่า แม้ Coding Agent จะช่วยเพิ่มความเร็วในการพัฒนาซอฟต์แวร์ แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การบริหารจัดการระบบและโค้ดที่กระจัดกระจาย โดย Agent Experience จะช่วยผสานความเร็วของ AI เข้ากับความปลอดภัย การปฏิบัติตามข้อกำหนด และการรองรับการขยายระบบในระยะยาว

สำหรับตัวอย่างการใช้งานจริง OutSystems เปิดเผยผลลัพธ์จากลูกค้ากลุ่มแรกจำนวน 3 องค์กร ได้แก่ YESCO, Lowenstein Sandler และ Normal โดย YESCO ผู้ผลิตป้ายได้นำ Agent Experience มาใช้ร่วมกับ Claude Code จนสามารถลดรอบการพัฒนาและออกซอฟต์แวร์เหลือเพียงสองสัปดาห์ พร้อมลดเวลาที่ใช้ในกระบวนการออกแบบและช่วยให้สามารถให้ข้อมูลราคาแก่ลูกค้าได้ทันที ส่วน Lowenstein Sandler สำนักงานกฎหมายในสหรัฐอเมริกา ใช้ Claude Code ร่วมกับ Enterprise Context Graph และกรอบการกำกับดูแลของ Mentor เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน Litigation Matter Tracker ที่พร้อมใช้งานจริงภายในเวลาไม่ถึง 3 ชั่วโมง อีกทั้งยังลดเวลาปรับแต่งแอปพลิเคชันจาก 1 ชั่วโมง เหลือ 5–10 นาที ขณะที่ Normal ผู้ค้าปลีกจากเดนมาร์ก สามารถลดระยะเวลาพัฒนาแอปพลิเคชันจากเดิมประมาณ 6 สัปดาห์ เหลือ 2 สัปดาห์ โดยให้นักพัฒนาเพียงคนเดียวทำงานได้ภายใต้กรอบการกำกับดูแลขององค์กร ผลลัพธ์เหล่านี้เป็นกรณีศึกษาจากลูกค้าที่ทดลองใช้แพลตฟอร์ม ไม่ใช่ตัวเลขรับประกันสำหรับทุกโครงการ
นอกจากการเปิดตัว Agent Experience แล้ว OutSystems ยังประกาศเตรียมเปิดตัว Agentic First Notice of Loss โซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมประกันภัยในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยมุ่งนำ Agentic AI มาใช้กับกระบวนการรับแจ้งความเสียหายและการจัดการสินไหมทดแทน ขณะเดียวกันบริษัทประกันภัยสามารถเข้าใช้งาน Insurance Agent Kit บน OutSystems Forge ซึ่งมี Claims Agent ที่พัฒนาไว้ล่วงหน้าได้แล้ว และยังมี Agentic Loan Applications สำหรับภาคธนาคารที่เปิดตัวไปก่อนหน้านี้ การขยายโซลูชันดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า OutSystems ต้องการผลักดัน AI จากเครื่องมือช่วยเขียนโค้ดไปสู่การพัฒนาระบบงานที่นำไปใช้ได้จริงในอุตสาหกรรมที่มีข้อกำหนดเข้มงวด สำหรับองค์กรที่สนใจ OutSystems Agent Experience พร้อมให้ใช้งานอย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.outsystems.com/platform/agent-experience