Posted in

รีวิว Nothing Headphone (1) Pro เสียงจริงจังในร่างสุดเท่

หลังจาก Nothing เริ่มลงสนามหูฟังครอบหูอย่างจริงจังกับ Headphone (1) รอบนี้แบรนด์ขยับขึ้นไปอีกระดับกับ Nothing Headphone (1) Pro ซึ่งไม่ได้แค่เติมคำว่า Pro แล้วเพิ่มสเปกเล็กๆ น้อยๆ แต่มีการเปลี่ยนระบบเสียงภายในใหม่มาเป็น Triple Driver พร้อมยกระดับ ANC, ระบบปรับแต่งเสียง รวมถึงวัสดุและการสวมใส่

ที่สำคัญคือมันยังคงหน้าตาแบบ Nothing ที่เห็นแล้วรู้ทันทีว่าเป็นของแบรนด์นี้ และมีราคาไทยอยู่ที่ 15,999 บาท

แล้วคำว่า Pro รอบนี้ให้ประสบการณ์ต่างจากเดิมตรงไหน มาดูกัน

ดีไซน์ยังเป็น Nothing แต่ดูจริงจังขึ้น

หน้าตาของ Headphone (1) Pro ยังคงแนวคิดการโชว์โครงสร้างภายในผ่านฝาครอบหูเหมือนเดิม แต่การเลือกวัสดุรอบนี้พรีเมียมขึ้น โดยใช้ทั้ง อะลูมิเนียม ไทเทเนียม และกระจก Panda Glass ระดับ 9H

ตัวเครื่องมีให้เลือก 2 สีคือ Black และ White โดยเฉพาะสีขาวจะเห็นการตัดกันระหว่างโลหะกับส่วนโปร่งใสได้ชัดเจน ขณะที่สีดำจะดูสุขุมและเรียบกว่า

น้ำหนักอยู่ที่ 327 กรัม ซึ่งถ้าดูเป็นตัวเลขไม่ได้ถือว่าเบามากสำหรับหูฟัง Over-Ear แต่ Nothing พยายามกระจายน้ำหนักและปรับจุดสัมผัสกับศีรษะใหม่

Nothing Headphone (1) Pro เปิดตัวไทย ราคา 15,999 บาท มาพร้อม Triple Driver, ANC สูงสุด 46 dB และ Lossless 24-bit/192 kHz ผ่าน USB-C
Nothing Headphone (1) Pro เปิดตัวไทย ราคา 15,999 บาท มาพร้อม Triple Driver, ANC สูงสุด 46 dB และ Lossless 24-bit/192 kHz ผ่าน USB-C

ก้านคาดศีรษะกว้างกว่า Headphone (1) ประมาณ 10% ส่วน Padding หนาขึ้น 12% และโฟมบริเวณ Earcup นุ่มขึ้นถึง 50% พร้อมกลไกครอบหูที่หมุนปรับได้ตั้งแต่ 0–20 องศา

ผลคือโครงสร้างไม่ได้ถูกออกแบบให้แค่ดูสวย แต่พยายามรองรับรูปทรงศีรษะและใบหูที่แตกต่างกันมากขึ้น รวมถึงคนที่ใส่แว่นด้วย

และยังมีมาตรฐาน IP52 ช่วยป้องกันฝุ่นและละอองน้ำระดับหนึ่ง เหมาะกับการพกใช้งานประจำวัน แต่แน่นอนว่าไม่ใช่หูฟังสำหรับเอาไปลุยฝนหนักๆ

ปุ่มเยอะ แต่กลับเป็นข้อดี

หนึ่งในสิ่งที่ผมชอบในแนวคิดของ Nothing คือ แบรนด์ไม่ได้พยายามเปลี่ยนทุกอย่างเป็นระบบสัมผัส

Headphone (1) Pro ยังคงมี Roller สำหรับหมุนเพิ่ม-ลดเสียง กดเพื่อ Play/Pause และกดค้างเพื่อสลับ ANC กับ Transparency ขณะที่ Paddle ใช้โยกเพื่อเปลี่ยนเพลงหรือกรอเพลงได้

นอกจากนี้ยังมีปุ่มที่ตั้งค่าเพิ่มเติมผ่าน Nothing X ได้ และที่เพิ่มมาใหม่คือ สวิตช์ Flat EQ แยกโดยเฉพาะ

ข้อดีคือเวลาจะปรับฟังก์ชันพื้นฐาน ไม่จำเป็นต้องหยิบมือถือขึ้นมาเปิดแอป และเมื่อใช้ไปจนจำตำแหน่งได้แล้ว การควบคุมแบบปุ่มจริงให้ความรู้สึกแน่นอนกว่าการ Swipe บนแผงสัมผัสพอสมควร

Triple Driver คือพระเอกของรุ่นนี้

สิ่งที่ทำให้ Headphone (1) Pro แตกต่างจากรุ่นก่อนอย่างชัดเจนคือการเปลี่ยนจากไดรเวอร์ตัวเดียว มาเป็น ระบบ Triple Driver

ชุดแรกคือ Bass Dynamic Driver ขนาด 40 มม. รับหน้าที่ตั้งแต่ช่วง 20Hz–10kHz เป็นตัวหลักสำหรับสร้างเนื้อเสียงและย่านต่ำ

ต่อมาคือ Precision Dynamic Driver ขนาด 13 x 8 มม. ที่เน้นช่วงประมาณ 5–15kHz เพื่อเติมรายละเอียดของเสียงร้องและเครื่องดนตรีในย่านที่ไดรเวอร์หลักอาจเริ่มลดระดับลง

ส่วนตัวที่น่าสนใจที่สุดคือ Treble xMEMS Driver ซึ่งเป็นไดรเวอร์ Solid-State ขนาดเล็กสำหรับช่วงประมาณ 10–40kHz ทำหน้าที่ดูแลรายละเอียดเสียงสูงโดยเฉพาะ

แนวคิดคือไม่บังคับให้ไดรเวอร์หนึ่งตัวต้องรับผิดชอบเสียงทุกย่าน แต่แยกงานให้ไดรเวอร์แต่ละประเภททำในช่วงที่ตัวเองถนัดกว่า

นี่คือความเป็น “Pro” ที่เห็นความแตกต่างชัดที่สุดจาก Headphone (1)

ฟัง Hi-Res ได้ทั้งไร้สายและเสียบสาย

Headphone (1) Pro รองรับ Codec หลักอย่าง AAC, SBC และ LDAC พร้อมการรับรอง Hi-Res Audio ทั้งแบบมีสายและไร้สาย

ถ้าต้องการคุณภาพสูงขึ้น สามารถต่อผ่าน USB-C เพื่อเล่นไฟล์แบบ Lossless ได้สูงสุดถึง 24-bit/192kHz ส่วนช่อง AUX รองรับสูงสุด 24-bit/96kHz

จุดนี้ทำให้หูฟังตัวเดียวสามารถสลับบทบาทได้ตั้งแต่ฟัง Spotify หรือ Streaming ทั่วไปผ่าน Bluetooth ไปจนถึงเสียบคอมพิวเตอร์เพื่อฟังไฟล์คุณภาพสูงได้โดยตรง

Flat EQ เป็นมากกว่า Preset อีกหนึ่งอัน

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ Nothing ให้ความสำคัญคือ Flat EQ ที่พัฒนาร่วมกับ Metropolis Studios ในลอนดอน

แนวคิดของโหมดนี้คือพยายามลดการปรุงแต่งเสียงจาก EQ และ Algorithm ให้เหลือน้อยที่สุด เพื่อให้ได้เสียงที่เป็นกลางมากขึ้น

Nothing ถึงกับทำสวิตช์แยกบนตัวหูฟังสำหรับเปิดและปิด Flat EQ โดยเฉพาะ

สำหรับคนฟังเพลงทั่วไปอาจไม่ได้จำเป็นต้องเปิดตลอดเวลา เพราะเสียง Flat ไม่ได้แปลว่าจะ “สนุก” ที่สุดเสมอ แต่ถ้าเป็นคนทำเพลง ตรวจเสียง หรืออยากลองฟังว่ามิกซ์ต้นฉบับมีรายละเอียดแบบไหน ฟีเจอร์นี้มีประโยชน์กว่าการเป็นเพียง EQ Preset อีกชุดหนึ่ง

อยากปรับเสียงเอง Nothing X ให้เล่นได้เยอะมาก

ถ้า Flat EQ ไม่ใช่แนวของคุณ ก็ยังสามารถปรับเสียงผ่าน Nothing X ได้ละเอียดมาก

Simple EQ มีทั้ง Balanced, More Bass, More Treble, More Vocals และ More Detail รวมถึง Custom สำหรับปรับเอง

แต่สายจริงจังน่าจะชอบ Advanced EQ มากกว่า เพราะสามารถลากจุดปรับได้ตั้งแต่ 20Hz–20kHz และแยกปรับ Main Driver กับ Precision Driver ได้

Main Driver สามารถเพิ่มจุดปรับได้สูงสุด 8 จุด ส่วน Precision Driver เพิ่มได้สูงสุด 4 จุด ทำให้การจูนไม่ได้เป็นแค่การเพิ่ม Bass หรือลด Treble แบบกว้างๆ เท่านั้น

ยังสามารถเก็บและแชร์ EQ Profile รวมถึงเข้า EQ Library เพื่อเลือก Profile อื่นเพิ่มเติมได้

Dynamic Spatial Audio รอบนี้มี 5 แบบ

Headphone (1) Pro มี Dynamic Spatial Audio พร้อม Head Tracking ซึ่งระบบจะติดตามทิศทางการขยับศีรษะและจำลองตำแหน่งของเวทีเสียง

มีให้เลือกทั้งหมด 5 รูปแบบ ได้แก่ Standard, Studio B, Live House, Club และ Concert Hall

ความแตกต่างของแต่ละโหมดไม่ได้มีแค่เรื่องความกว้างของเสียง แต่จำลองลักษณะ Acoustic ของสถานที่ต่างกัน เช่น Club จะเน้นพลังและย่านต่ำ ขณะที่ Concert Hall จะให้พื้นที่เสียงกว้างกว่า

ส่วน Studio B จำลองแนวทางเสียงจากห้อง Studio B ของ Metropolis Studios ซึ่งจะเน้นการฟังรายละเอียดมากกว่า Effect แบบหวือหวา

ถือเป็นฟีเจอร์ที่ให้ผู้ใช้เล่นได้สนุก และสามารถเลือกให้เข้ากับประเภทเพลงหรือภาพยนตร์ที่กำลังฟังได้

คุณภาพเสียงที่ได้เป็นอย่างไร

จากการลองฟังเพลงทั้งหมด 2 สัปดาห์โดยช่วงแรกจะปล่อยให้เสียงเป็นแบบค่าเริ่มต้นไม่ได้ปรับอะไร เสียงที่ได้ต้องบอกไม่ได้แบนซะทีเดียว มีมิติอยู่บ้าง แต่จากที่ลองฟังทั้งเพลงที่เป็นเครื่องสาย กีตาร์ พบว่ามีการทำจังหวะได้ดี ไม่ได้ลึกเกินไป แต่ก็ยังมีจังหวะที่รู้ว่าดีดแรงรู้สึก

ส่วนเสียงคนร้องทำได้ดีมีความใสกังวาน และคมเก็บรายละเอียดได้ดี ดังนั้นถ้าอยากให้ย่านความถี่ให้ชัดขึ้นแนะนำลองปรับ Personal Sound ทดสอบฟังเสียงที่หายไปว่าคุณลองฟังเพลงอะไรที่คุณฟังบ่อย จะได้ความถี่ที่ชัดเจนมากขึ้น

ส่วน EQ แล้วแต่การปรับ ผมมักจะเลือก Bass เป็นแบบตัวนำแล้วปรับค่ากลางและแหลมเพิ่ม ทำให้เสียงที่กลมกล่อม

ANC เพิ่มเป็น 10 ไมโครโฟน

ระบบตัดเสียงรบกวนรอบนี้ใช้ไมโครโฟนรวม 10 ตัว หรือ 5 ตัวต่อข้าง และเป็น Real-time Adaptive ANC ที่สามารถปรับระดับ Low, Medium และ High ตามสภาพแวดล้อม

Nothing ระบุว่าระบบสามารถลดเสียงได้สูงสุด 46dB และเมื่อเทียบกับ Headphone (1) สามารถลดเสียงโดยเฉลี่ยได้เพิ่มขึ้น 5dB พร้อมครอบคลุมช่วงความถี่มากขึ้น 40%

แต่ ANC ไม่ได้ทำงานด้วยไมโครโฟนอย่างเดียว เพราะ Earcup เองก็ออกแบบซีลใหม่ ใช้หนัง PU ร่วมกับผ้า Nylon และมีผนังกั้น Silicone ขนาด 8 มม. เพื่อช่วยลดเสียงรั่ว

จุดนี้สำคัญ เพราะ Passive Isolation ที่ดีทำให้ ANC ไม่ต้องทำงานหนักเกินไป โดยเฉพาะเสียงย่านต่ำอย่างเสียงเครื่องยนต์หรือเสียงรอบตัวระหว่างเดินทาง

และถ้าต้องการได้ยินภายนอกก็มี Transparency Mode ให้ใช้งานเช่นกัน

คุยโทรศัพท์ใช้ไมค์อีกชุดหนึ่ง

ส่วนการโทรใช้ระบบ ENC ผ่านไมโครโฟน 4 ตัว ทำงานร่วมกับ Beamforming และ Algorithm ที่ออกแบบมาเพื่อลดเสียงรอบข้าง

ระบบถูกออกแบบให้แยกเสียงพูดออกจากเสียงอย่างการจราจร ร้านอาหาร หรือเสียงลม ทำให้เหมาะกับคนที่ใช้หูฟังทำงาน ประชุม หรือโทรศัพท์เป็นประจำ ไม่ได้เน้นฟังเพลงเพียงอย่างเดียว

เชื่อมต่อครบ และมี Auracast

ด้านการเชื่อมต่อใช้ Bluetooth 6.1 พร้อม Dual-device Connection สามารถต่อกับอุปกรณ์สองเครื่องพร้อมกัน และสลับใช้งานระหว่างมือถือกับคอมพิวเตอร์ได้

รองรับ Google Fast Pair, Microsoft Swift Pair และผ่าน Apple MFi จึงไม่ได้จำกัดประสบการณ์ไว้กับ Nothing Phone เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมี Low-latency Mode สำหรับลดความหน่วงผ่าน Bluetooth และระบบตรวจจับการสวมใส่ ถอดหูฟังแล้วเพลงหยุดอัตโนมัติ

อีกฟีเจอร์แปลกกว่าหูฟังทั่วไปคือ Auracast Broadcast Audio ที่ Headphone (1) Pro สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งตัวรับและตัวส่ง

สามารถกระจายเสียงไปยังหูฟังที่รองรับ Auracast หลายตัวพร้อมกันได้ ซึ่งอาจไม่ได้เป็นฟีเจอร์ที่ทุกคนใช้ทุกวัน แต่ก็ทำให้การเชื่อมต่อของรุ่นนี้เผื่ออนาคตพอสมควร

แบตเตอรี่สูงสุด 68 ชั่วโมง แต่มีจุดที่ควรรู้

แบตเตอรี่ภายในมีความจุ 1,060mAh และตัวเลขการใช้งานแบ่งตามรูปแบบการฟัง

ถ้าใช้ AAC หรือ SBC จะฟังได้สูงสุดประมาณ 30 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC และสูงสุด 68 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC

เมื่อใช้ LDAC ตัวเลขจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 28 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC และ 53 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC

รองรับ Fast Charge โดยชาร์จ 5 นาที สามารถฟังได้ประมาณ 2 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC หรือประมาณ 4 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC ส่วนการชาร์จเต็มใช้เวลาราว 2 ชั่วโมง

แต่มีข้อสังเกตคือ ถ้าเทียบกับ Headphone (1) รุ่นเดิมที่ทำได้สูงสุด 35 ชั่วโมงเมื่อเปิด ANC และ 80 ชั่วโมงเมื่อปิด ANC รุ่น Pro กลับมีตัวเลขแบตเตอรี่ต่ำกว่า

สาเหตุก็พอเข้าใจได้จากฮาร์ดแวร์ด้านเสียงและระบบประมวลผลที่เพิ่มขึ้น แต่ถ้ามองเฉพาะเรื่องความอึด รุ่นเดิมยังได้เปรียบ

เคสแบบแข็งให้มาเลย

ภายในกล่องมี Hard Case สำหรับพกพา ซึ่งถือว่าเหมาะกับหูฟังระดับราคานี้มากกว่าเคสผ้า

ตัวเคสด้านนอกเป็นโครงแข็งและด้านในบุ TPU พร้อมมีห่วงสำหรับคล้องพวงกุญแจหรือสายเพิ่มเติม

ของในกล่องยังมีสาย AUX 3.5 มม., สาย USB-C และ Lanyard Connector อีก 2 ชิ้น ทำให้ซื้อแล้วพร้อมใช้งานทั้งแบบ Wireless และ Wired

Nothing Headphone (1) Pro เปิดตัวไทย ราคา 15,999 บาท มาพร้อม Triple Driver, ANC สูงสุด 46 dB และ Lossless 24-bit/192 kHz ผ่าน USB-C

ราคา Nothing Headphone (1) Pro ในประเทศไทย

Nothing Headphone (1) Pro เปิดราคาในประเทศไทยที่ 15,999 บาท มีให้เลือก 2 สีคือ Black และ White

มีจำหน่ายผ่าน AIS, True, Banana, Dotlife และ PowerBuy รวมถึงช่องทางออนไลน์อย่าง Lazada, Shopee และ TikTok Shop

เมื่อดูจากราคา นี่ไม่ใช่หูฟังที่ Nothing พยายามขายด้วยความคุ้มค่าอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เข้าไปอยู่ในกลุ่มหูฟัง Over-Ear ระดับพรีเมียมเต็มตัว

bigglive Commented

Nothing Headphone (1) Pro เป็นรุ่นที่ทำให้คำว่า Pro มีเหตุผลรองรับมากกว่าการเปลี่ยนชื่อ

จุดที่น่าสนใจที่สุดไม่ใช่ ANC หรือ Spatial Audio เพราะฟีเจอร์เหล่านี้หาได้จากหูฟังระดับเรือธงหลายรุ่น แต่คือการเลือกใช้ Triple Driver โดยเฉพาะการเติม xMEMS เข้ามาดูแลย่านเสียงสูง รวมถึง Flat EQ ที่มีสวิตช์แยกบนตัวหูฟัง

มันทำให้ Headphone (1) Pro มีคาแรกเตอร์ของตัวเอง ไม่ได้พยายามเดินตาม Sony, Bose หรือ Apple ทุกอย่าง

อีกเรื่องที่ชอบคือการยังใช้ ปุ่มและ Roller จริง เพราะสำหรับหูฟังที่ต้องควบคุมระหว่างเดินทาง การหมุนหรือกดโดยไม่ต้องมองยังใช้ง่ายกว่าระบบสัมผัสในหลายสถานการณ์

ส่วนข้อสังเกตมีอยู่สองเรื่องหลัก คือ น้ำหนัก 327 กรัม ยังไม่ใช่ตัวเลขที่เบาสำหรับหูฟัง Over-Ear และแบตเตอรี่สูงสุด 68 ชั่วโมงกลับน้อยกว่า Headphone (1) รุ่นเดิม แม้ว่าจะยังถือว่าใช้งานได้ยาวก็ตาม

และเคสแข็งติดมานั้น แม้จะดูเป็น Fasion Look ที่ดี แต่พอจะใช้งานจริงถ้าต้องใส่กระเป๋าไม่อยากพกออกให้เห็น มันจะหนักพอสมควร โดยน้ำหนักรวมกันเกิน 600 กรัม อาจจะทำให้หลายคนคิดเรื่องพกพาอยู่บ้าง

กับราคา 15,999 บาท Headphone (1) Pro จึงไม่ใช่ตัวเลือกสำหรับคนที่มองแค่หูฟัง ANC คุ้มราคา แต่เหมาะกับคนที่อยากได้ดีไซน์แตกต่าง ชอบปรับแต่งเสียงเอง ฟังไฟล์คุณภาพสูง หรืออยากได้หูฟังที่สามารถขยับจากการฟังเพลงทั่วไปไปสู่งานเสียงที่จริงจังขึ้นได้ในตัวเดียว

ปิดแบบคมๆ ว่า รุ่นนี้ไม่ได้ Pro เพราะแพงขึ้นอย่างเดียว แต่มัน Pro เพราะ Nothing เพิ่มของที่คนเล่นเสียงสามารถเอาไปใช้จริงได้มากขึ้น

คลิปรีวิว