Nothing Phone (4b) เป็นสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ที่วางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มเข้าถึงง่ายที่สุดของ Nothing แต่ยังคงเอกลักษณ์ของแบรนด์เอาไว้ ทั้งดีไซน์กึ่งโปร่งใส, Glyph Bar, Nothing OS และฟีเจอร์ AI ที่ถูกใส่มาให้ใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน
ในช่วงที่ราคาสมาร์ตโฟนหลายรุ่นเริ่มขยับขึ้น โดยเฉพาะจากต้นทุนหน่วยความจำและชิปที่ได้รับผลกระทบจากกระแส AI การมาของ Nothing Phone (4b) ในราคาไทย 13,999 บาท จึงน่าสนใจ เพราะนี่คือมือถือที่ไม่ได้พยายามเป็นรุ่นแรงที่สุด แต่พยายามทำทุกอย่างให้ “พอใช้แล้วรู้สึกดี” มากกว่า
ดีไซน์ตัวเครื่อง
ดีไซน์ของ Nothing Phone (4b) ยังคงมีกลิ่นอายของ Nothing ชัดเจน ด้วยฝาหลังแบบกึ่งโปร่งใส ผสานโครงสร้างแบบ Unibody ที่ทำให้ตัวเครื่องดูเป็นชิ้นเดียวกันมากขึ้น จุดเด่นคือยังมี Glyph Bar ด้านหลังสำหรับแสดงสถานะและการแจ้งเตือน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าจอดูตลอดเวลา

ตัวเครื่องมีขนาด 164.4 x 78.2 x 8.6 มิลลิเมตร และน้ำหนัก 210 กรัม ถือว่าเป็นมือถือจอใหญ่ที่มีน้ำหนักพอสมควร เมื่อถือใช้งานนาน ๆ จะรู้สึกได้ว่าไม่ใช่เครื่องเบา แต่แลกมากับหน้าจอใหญ่และแบตเตอรี่ขนาดใหญ่กว่ามือถือทั่วไปในระดับราคาเดียวกัน

หน้าจอมีขนาดประมาณ 6.77 นิ้ว เป็นจอ AMOLED รีเฟรชเรต 120Hz ความสว่างสูงสุด 2,000 nits รองรับ HDR10+ ทำให้การใช้งานทั่วไป เช่น ดู YouTube, เล่นโซเชียล, อ่านเว็บ หรือเล่นเกม ดูลื่นและสบายตา

สีตัวเครื่องมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue โดยแต่ละสีให้บุคลิกต่างกัน สีขาวยังคงดูเป็น Nothing ที่สุด ส่วนสีดำจะดูสุขุมกว่า ขณะที่สี Blue ให้ความรู้สึกสดใสและแตกต่างจาก Nothing รุ่นก่อน ๆ
ฟีเจอร์ที่เป็นตัวเอง
จุดที่ทำให้ Nothing Phone (4b) ไม่เหมือนมือถือ Android ราคาใกล้กันคือ Glyph Bar ด้านหลัง แม้จะไม่ใช่ระบบไฟใหญ่แบบ Nothing รุ่นแรก ๆ แต่ก็ยังมีประโยชน์ เช่น แสดงการแจ้งเตือน สถานะบางอย่าง หรือช่วยให้ผู้ใช้รับรู้เหตุการณ์โดยไม่ต้องหยิบเครื่องขึ้นมาดูหน้าจอตลอดเวลา
อีกฟีเจอร์ที่น่าสนใจคือชุด Essential AI ซึ่งอยู่ใน Nothing OS โดยมีแนวคิดช่วยเก็บ จัดการ และค้นหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการได้ง่ายขึ้น เช่น Essential Key, Essential Space, Essential Search, Essential Memory และ Essential Voice สำหรับแปลงเสียงเป็นข้อความหรือช่วยแปลแบบเรียลไทม์
ในภาพรวม Nothing OS ยังเป็นหนึ่งในจุดขายของรุ่นนี้ เพราะหน้าตาเรียบ ใช้งานง่าย ไม่รกเกินไป และมีดีไซน์เฉพาะตัว เหมาะกับคนที่เบื่อ Android หน้าตาเดิม ๆ แต่อยากได้ระบบที่ยังใช้งานได้คล่อง
สเปกเด่น Snapdragon 6 Gen 4 ใช้งานทั่วไปดี เล่นเกมได้ แต่ไม่ใช่สายโหด
Nothing Phone (4b) ใช้ชิป Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4 จับคู่กับ RAM 8GB และความจุ 128GB สำหรับรุ่นที่วางขายในไทย จุดนี้ทำให้ประสิทธิภาพโดยรวมอยู่ในระดับกลางที่เน้นความสมดุลมากกว่าความแรงสุดทาง
จากการทดสอบในคลิปรีวิว ภาพรวมคะแนน Benchmark ของรุ่นนี้อยู่ในระดับที่เหมาะกับมือถือช่วงราคาหมื่นต้นถึงกลาง ใช้งานทั่วไปได้ลื่น เปิดแอป สลับแอป เล่นโซเชียล ถ่ายภาพ และใช้งาน Nothing OS ได้สบาย แต่หากเทียบกับมือถือสายเกมหรือรุ่นที่ใช้ชิปแรงกว่าในราคาใกล้กัน ก็ต้องยอมรับว่า Phone (4b) ไม่ได้เกิดมาเพื่อไล่คะแนนเป็นหลัก
ด้านการเล่นเกม รุ่นนี้สามารถเล่นเกมยอดนิยมได้ดีในระดับกลาง เช่น เกม MOBA หรือเกมที่ไม่ได้กินกราฟิกหนักมาก สามารถปรับภาพให้เล่นได้ลื่น แต่ถ้าเป็นเกม 3D หนัก ๆ หรือเกมที่ต้องการเฟรมเรตสูงต่อเนื่อง อาจต้องลดกราฟิกลงเพื่อรักษาความนิ่งของเฟรมเรตและอุณหภูมิ
สิ่งที่ช่วยให้ใช้งานหนักได้นิ่งขึ้นคือระบบระบายความร้อนแบบ Vapor Chamber ขนาด 4,400 ตารางมิลลิเมตร ซึ่งช่วยจัดการความร้อนเมื่อเล่นเกมหรือใช้งานต่อเนื่องได้ดีกว่ามือถือระดับเริ่มต้นทั่วไป
แบตเตอรี่ 5,200mAh ใช้งานจริงไว้ใจได้
แบตเตอรี่เป็นจุดเด่นสำคัญของ Nothing Phone (4b) โดยให้มาที่ 5,200mAh ซึ่ง Nothing ระบุว่าเป็นแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานที่สุดของแบรนด์ในเวลานี้
จากการใช้งานจริงในคลิปรีวิว ค่า On Screen Time อยู่ในระดับที่ใช้งานได้ทั้งวันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป หากใช้งานผสมกันระหว่างโซเชียล, YouTube, กล้อง, แชต และเปิด 5G เป็นบางช่วง รุ่นนี้ถือว่าบริหารพลังงานได้ดี และไม่ใช่มือถือที่ต้องพกพาวเวอร์แบงก์ตลอดเวลา
ส่วนการทดสอบแบตเตอรี่ด้วย PCMark ในคลิปก็สะท้อนแนวทางเดียวกัน คือรุ่นนี้ไม่ได้เด่นแค่แบตใหญ่บนกระดาษ แต่ใช้งานจริงแล้วให้เวลาที่น่าพอใจ เหมาะกับคนที่ต้องการมือถือเครื่องหลักที่อยู่ได้ยาวตลอดวัน
การชาร์จรองรับกำลังไฟ 33W ซึ่งไม่ได้เร็วที่สุดในตลาด แต่เพียงพอสำหรับการใช้งานจริง โดยมีข้อมูลการชาร์จ 0-100% ได้ราว 1 ชั่วโมงครึ่ง และชาร์จประมาณ 30 นาทีได้ราว 39% ดังนั้นรุ่นนี้เหมาะกับคนที่ชาร์จช่วงกลางคืนหรือเติมระหว่างวันมากกว่าสายที่ต้องการชาร์จเร็วระดับ 80W หรือ 100W

กล้องที่ปรับแต่งตามธรรมชาติ
กล้องหลังของ Nothing Phone (4b) ใช้กล้องหลัก 50MP พร้อม OIS และกล้อง Ultra-wide 8MP มุมกว้าง 119.5 องศา ส่วนกล้องหน้าให้มา 16MP รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K จากกล้องหลัง
ภาพรวมกล้องของรุ่นนี้เหมาะกับการถ่ายทั่วไปในชีวิตประจำวัน เช่น ภาพคน อาหาร วิว ของใช้ หรือคอนเทนต์ลงโซเชียล จุดที่น่าสนใจคือโทนภาพค่อนข้างเป็นธรรมชาติ ไม่เร่งสีจัดเกินไป และการมี OIS ช่วยให้การถ่ายกลางคืนหรือถ่ายวิดีโอแบบถือมือเปล่ามั่นใจขึ้น

Nothing ยังใส่ระบบประมวลผลภาพอย่าง TrueLens Engine 4 และ Ultra XDR เข้ามาช่วยเรื่องไดนามิกเรนจ์ สี และรายละเอียดของภาพ ทำให้กล้องหลักใช้งานได้ดีขึ้นกว่ามือถือระดับเริ่มต้นทั่วไป
ข้อสังเกตคือกล้อง Ultra-wide ยังเป็นกล้องที่คุณภาพอยู่ในระดับใช้งานได้ ไม่ได้โดดเด่นเท่ากล้องหลัก และรุ่นนี้ไม่มีเลนส์ Telephoto ดังนั้นถ้าคุณเน้นซูม ถ่ายกลางคืนหนัก ๆ หรือใช้กล้องแบบจริงจังมาก รุ่นที่เน้นกล้องโดยตรงอาจตอบโจทย์กว่า
จุดเด่นของ Nothing Phone (4b)
- ดีไซน์กึ่งโปร่งใสและ Glyph Bar ยังมีเอกลักษณ์ในกลุ่มราคา 13,999 บาท
- หน้าจอ AMOLED 120Hz ขนาดใหญ่ ใช้ดูคอนเทนต์และเล่นโซเชียลได้ดี
- Nothing OS ใช้งานง่าย หน้าตาไม่รก และมีฟีเจอร์ Essential AI
- Snapdragon 6 Gen 4 เพียงพอสำหรับงานทั่วไปและเล่นเกมระดับกลาง
- แบตเตอรี่ 5,200mAh ใช้งานจริงได้ยาว
- กล้องหลัก 50MP พร้อม OIS ถ่ายง่ายและโทนภาพเป็นธรรมชาติ
- ได้การอัปเดต Android 3 ปี และแพตช์ความปลอดภัย 6 ปี
ข้อสังเกตของ Nothing Phone (4b)
- น้ำหนัก 210 กรัม อาจรู้สึกหนักสำหรับคนที่ชอบมือถือเบา
- ประสิทธิภาพดีพอใช้ แต่ไม่ใช่มือถือที่เน้นเล่นเกมหนักหรือไล่คะแนนสูงสุด
- ชาร์จไว 33W ยังไม่เร็วมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งบางรุ่น
- กล้อง Ultra-wide คุณภาพอยู่ในระดับใช้งานทั่วไป
- ความจุ 128GB อาจไม่พอสำหรับคนที่ถ่ายวิดีโอเยอะและใช้เครื่องนานหลายปี
ราคา Nothing Phone (4b) ในไทย
Nothing Phone (4b) วางจำหน่ายในประเทศไทยในรุ่น 8GB + 128GB ราคา 13,999 บาท มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Black, White และ Blue พร้อมวางจำหน่ายผ่าน Nothing Official Store และตัวแทนจำหน่ายที่ร่วมรายการ
เมื่อเทียบกับภาพรวมตลาด รุ่นนี้ไม่ได้ชนะทุกด้านในเชิงสเปก แต่จุดขายคือการให้ประสบการณ์แบบ Nothing ในราคาที่เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งดีไซน์ Glyph Bar, Nothing OS, Essential AI และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้ยาว

สเปก Nothing Phone (4b) อย่างเป็นทางการ
| รายการ | Nothing Phone (4b) |
|---|---|
| หน้าจอ | AMOLED ขนาดประมาณ 6.77 นิ้ว, 120Hz, ความสว่างสูงสุด 2,000 nits, HDR10+ |
| ชิปประมวลผล | Qualcomm Snapdragon 6 Gen 4 |
| RAM / Storage | 8GB + 128GB สำหรับรุ่นจำหน่ายในไทย |
| กล้องหลัง | กล้องหลัก 50MP พร้อม OIS + กล้อง Ultra-wide 8MP มุมกว้าง 119.5 องศา |
| กล้องหน้า | 16MP |
| วิดีโอ | กล้องหลังรองรับ 4K |
| แบตเตอรี่ | 5,200mAh |
| ระบบชาร์จ | ชาร์จไว 33W |
| ระบบปฏิบัติการ | Nothing OS 4.1 บน Android 16 |
| ฟีเจอร์เด่น | Glyph Bar, Essential AI, Essential Key, Essential Space, Essential Search, Essential Voice |
| มาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น | IP64 |
| ขนาดตัวเครื่อง | 164.4 x 78.2 x 8.6 มิลลิเมตร |
| น้ำหนัก | 210 กรัม |
| สี | Black, White, Blue |
| ราคาไทย | 13,999 บาท |
Nothing Phone (4b) เหมาะกับใคร?
Nothing Phone (4b) เป็นมือถือที่ไม่ได้พยายามแข่งด้วยสเปกแรงที่สุด แต่ขายประสบการณ์โดยรวมที่แตกต่างจากมือถือ Android ในช่วงราคาเดียวกัน จุดเด่นคือดีไซน์ที่มีสไตล์, Glyph Bar, Nothing OS, Essential AI, หน้าจอ AMOLED 120Hz และแบตเตอรี่ 5,200mAh ที่ใช้งานจริงได้ดี
รุ่นนี้เหมาะกับคนที่อยากลองมือถือ Nothing เป็นเครื่องแรก ชอบดีไซน์ไม่เหมือนใคร อยากได้ระบบ Android ที่เรียบและมีคาแรกเตอร์ ใช้งานทั่วไปเยอะ ดูคอนเทนต์ เล่นเกมบ้าง และต้องการแบตเตอรี่ที่ไว้ใจได้ในชีวิตประจำวัน
แต่ถ้าคุณเป็นสายเกมหนัก สายกล้องจริงจัง หรืออยากได้ความจุเยอะตั้งแต่เริ่มต้น Nothing Phone (4b) อาจยังไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด เพราะรุ่นนี้เน้นคำว่า “พอดี” มากกว่าคำว่า “จัดเต็ม”
สรุปคือ Nothing Phone (4b) เป็นมือถือ 13,999 บาทที่เอาอยู่สำหรับคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่ให้ความสำคัญกับดีไซน์ ซอฟต์แวร์ แบตเตอรี่ และประสบการณ์ใช้งานที่มีเอกลักษณ์ มากกว่าการไล่สเปกแรงสุดในตลาด