Posted in

ใกล้มาแล้ว CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear รุ่นแรกของ CMF บางเบา เตรียมขายไทยปลายกันยายนนี้

CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear รุ่นแรกของ CMF น้ำหนัก 5.9 กรัม รองรับ LDAC มี Smart Dial แบตสูงสุด 32.5 ชั่วโมง เตรียมขายไทยปลายกันยายน 2569
CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear รุ่นแรกของ CMF น้ำหนัก 5.9 กรัม รองรับ LDAC มี Smart Dial แบตสูงสุด 32.5 ชั่วโมง เตรียมขายไทยปลายกันยายน 2569

Nothing Thailand เตรียมวางจำหน่าย CMF Clip Pro หูฟังแบบ Open-Ear รุ่นแรกของ CMF ในประเทศไทยช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 โดยออกแบบมาสำหรับคนที่ต้องการฟังเพลง พอดแคสต์ หรือคุยสายไปพร้อมกับการรับรู้เสียงรอบตัว เหมาะกับทั้งการเดินทาง ทำงานเป็นเวลานาน และการออกกำลังกาย จุดที่ CMF ให้ความสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงคุณภาพเสียง แต่รวมถึงความสบายเมื่อใส่ต่อเนื่องหลายชั่วโมง โดยใช้ดีไซน์แบบ 3-point Clip Design เพื่อกระจายน้ำหนักบนใบหู 3 จุด ลดการกดทับบริเวณใดบริเวณหนึ่ง ขณะที่ C-bridge ใช้แกนลวดไทเทเนียมที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับเข้ากับรูปทรงของหูและหุ้มด้วยวัสดุที่เป็นมิตรต่อผิวสัมผัส ตัวหูฟังมีน้ำหนักเพียง 5.9 กรัมต่อข้าง และมีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Dark Grey, Light Grey และ Coral

CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear รุ่นแรกของ CMF น้ำหนัก 5.9 กรัม รองรับ LDAC มี Smart Dial แบตสูงสุด 32.5 ชั่วโมง เตรียมขายไทยปลายกันยายน 2569

แม้จะเป็นหูฟัง Open-Ear ที่ไม่ได้ปิดช่องหู แต่ CMF ยังคงให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงด้วย ไดรเวอร์ Dynamic แบบแม่เหล็กคู่ขนาด 10.8 มม. พร้อม Ultra Bass Technology ที่เข้ามาช่วยเพิ่มย่านความถี่ต่ำเพื่อชดเชยข้อจำกัดด้านเบสที่มักพบในหูฟังรูปแบบ Open-Ear พร้อมจัดการความเพี้ยนในย่านเสียงแหลมเพื่อให้เสียงโดยรวมมีความสมดุลมากขึ้น Clip Pro ยังได้รับการรับรอง Hi-Res Audio Certified และรองรับ Codec ทั้ง LDAC, AAC และ SBC สำหรับการสตรีมเสียงไร้สายจากอุปกรณ์ที่รองรับ แนวทางของ Clip Pro จึงพยายามรักษาข้อดีของ Open-Ear ที่ทำให้ผู้ใช้ยังได้ยินเสียงสภาพแวดล้อม ขณะเดียวกันก็เพิ่มฮาร์ดแวร์และระบบประมวลผลเสียงเพื่อให้สามารถใช้เป็นหูฟังหลักสำหรับเพลง วิดีโอ และพอดแคสต์ในชีวิตประจำวันได้

CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear รุ่นแรกของ CMF น้ำหนัก 5.9 กรัม รองรับ LDAC มี Smart Dial แบตสูงสุด 32.5 ชั่วโมง เตรียมขายไทยปลายกันยายน 2569

ด้านการคุยสาย CMF Clip Pro ใช้ Clear Voice Technology ที่ทำงานร่วมกับ VPU และระบบไมโครโฟน HD จำนวน 4 ตัว เพื่อแยกเสียงพูดออกจากเสียงรบกวนรอบข้างแบบ Real-time รองรับสถานการณ์อย่างการคุยสายบนถนน คาเฟ่ ออฟฟิศ หรือพื้นที่กลางแจ้งที่มีลม ขณะเดียวกันปัญหาอีกอย่างของหูฟัง Open-Ear คือเสียงที่อาจเล็ดลอดออกไปให้คนใกล้ตัวได้ยิน

ซึ่งรุ่นนี้มี Sound Seal system สำหรับลดการรั่วไหลของเสียงด้วยการจัดการย่านความถี่กลางและสูง ผู้ใช้สามารถปรับการทำงานผ่านแอป Nothing X และเลือกได้ว่าจะเปิด Sound Seal เฉพาะตอนคุยสาย หรือใช้งานทั้งระหว่างการโทรและฟังเพลง จึงเป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาเสริมความเป็นส่วนตัวโดยไม่ต้องเปลี่ยนไปใช้หูฟังที่ปิดช่องหู

อีกลูกเล่นที่ทำให้ Clip Pro แตกต่างคือ Smart Dial ปุ่มหมุนทรงกลมบนเคสชาร์จ ซึ่งสามารถใช้ปรับระดับเสียง ควบคุมการเล่นเพลง รับสาย และจับคู่อุปกรณ์ได้โดยไม่ต้องหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาปลดล็อก ส่วนบนตัวหูฟังแต่ละข้างมีปุ่มกดสำหรับควบคุมการทำงาน

และยังรองรับ Bluetooth 5.4, Dual Device Connection สำหรับเชื่อมต่อกับอุปกรณ์สองเครื่อง, Low Latency Mode สำหรับการเล่นเกม, Google Fast Pair และ Microsoft Swift Pair ตัวหูฟังได้มาตรฐานป้องกันน้ำและฝุ่น IP54 ขณะที่แอป Nothing X ใช้สำหรับปรับปุ่มควบคุม ตั้งค่า Sound Seal อัปเดตเฟิร์มแวร์ และค้นหาหูฟังเมื่อวางลืมไว้ ทำให้การออกแบบของ Clip Pro ไม่ได้เน้นความแปลกตาของตัวหูฟังเพียงอย่างเดียว แต่ขยายแนวคิดการควบคุมไปถึงตัวเคสด้วย

CMF Clip Pro หูฟัง Open-Ear รุ่นแรกของ CMF น้ำหนัก 5.9 กรัม รองรับ LDAC มี Smart Dial แบตสูงสุด 32.5 ชั่วโมง เตรียมขายไทยปลายกันยายน 2569

สำหรับแบตเตอรี่ CMF Clip Pro สามารถฟังเพลงได้นานสูงสุด 10 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง และเมื่อรวมพลังงานจากเคสจะใช้งานได้สูงสุด 32.5 ชั่วโมง หากต้องรีบออกจากบ้าน ระบบ Fast Charge สามารถชาร์จเพียง 10 นาทีเพื่อใช้งานต่อได้สูงสุด 4 ชั่วโมง โดย CMF Clip Pro เตรียมวางจำหน่ายในประเทศไทยช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 มีให้เลือก Dark Grey, Light Grey และ Coral ผ่านตัวแทนจำหน่ายชั้นนำทั่วประเทศ รวมถึง Nothing Store บน Lazada, Shopee และ TikTokShop อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่เปิดเผยในครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุวันที่เริ่มขายที่แน่นอนและราคาในประเทศไทย จึงต้องรอ Nothing Thailand ประกาศรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้งเมื่อใกล้ถึงกำหนดวางจำหน่าย